ตรวจตลาด B-SUV

ค่ายญี่ปุ่นแข่งเดือด/ยุโรปคึกคัก

รถยนต์อเนกประสงค์ ในเซกเม้นท์ B-SUV นั้น น่าจะให้นิยามว่าเป็น เซกเมนท์ ใหม่ที่ร้อนแรงที่สุดในสมรภูมิยานยนต์ทั่วโลกก็ว่าได้ กับตลาดรถยนต์ เอนกประสงค์ขนาดเล็ก หรือที่เรียกกันในภาคภาษาอังกฤษอย่างหลากหลายว่า Mini SUV, Small SUV, Sub-Compact SUV รวมถึงตัวย่ออย่าง B-SUV ก็มีการเรียกขานกันเป็นที่เข้าใจ ทั้งนี้ไม่ว่าจะเรียกอย่างไร สุดท้ายขอให้เข้าใจตรงกันว่าเป็นรถแบบไหนถือว่าใช้ได้ และด้วยขนาดหรือพิกัดต่าง ๆ ทั้งเครื่องยนต์และตัวถังมีความหลายหลากมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทำให้บางครั้งการจำแนกเซกเมนท์ในปัจจุบัน มีความคาบเกี่ยวกันจนยากที่จะเรียกขาน โดยเฉพาะรถบางรุ่นที่สร้างมาแบบ “กั๊ก” หวังเสียบตรงกลางเพื่อกินรวบ

สำหรับตลาด B-SUV ในประเทศไทย หากจะกล่าวถึงคงต้องแยกเป็น 2 ส่วนคือ ส่วนของ ตลาดรถญี่ปุ่นและอื่น ๆ กับตลาดของรถยุโรปหรือรถหรู ซึ่งถือว่าเป็นคนละกลุ่มเป้าหมายกันอย่างชัดเจน แม้ตัวรถจะมีขนาดที่ใกล้เคียงกันอยู่ แต่ด้วยราคาและตัวผลิตภัณฑ์ที่ควรจะวิเคราะห์แบบแยกส่วน

ค่ายญี่ปุ่นและอื่น ๆ ร้อนแรงจัด

นี่คือเซกเมนท์เกิดใหม่ที่กำลังร้อนแรงอย่างที่สุด หลังจาการเข้ามาร่วมทำตลาดด้วยตัวทีเด็ดอย่าง “โตโยต้า ซี-เอชอาร์” (Toyota C-HR) ทำให้ความคึกคักของตลาดเข้าสู่ระดับ 10 เต็ม ด้วยผลงานระดับพี่ใหญ่เจ้าตลาด ที่หลังการเปิดตัว เจ้าซี-เอชอาร์ ในทุกประเทศจะสร้างปรากฎการณ์หรือสถิติใหม่ เช่นที่ สหรัฐอเมริกา กวาดยอดจองไปได้กว่า 15,000 คัน ในช่วงเวลาสั้น ๆ หลังเปิดตัว จุดพลุกระแสไปทั่วโลก

ซึ่งในเมืองไทย อย่างที่ทราบกันดี โตโยต้า เลือกใช้ กลยุทธ์ เปิดตัว พร้อมรับจองสิทธิ์ แต่ยังไม่ประกาศราคา เมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยมีโควต้าให้ แฟนพันธ์แท้โตโยต้าจำนวน 2,000 คันแรกเท่านั้น แน่นอน ผลลัพท์คือ ยอดจองท่วมท้นโควต้า จะไม่ได้ท่วมได้อย่างไร เพราะเป็นการจองแบบยังไม่ต้องวางเงินจองจริง จนกว่าจะมีการประกาศราคา

แต่อย่างไรก็ตาม หลังการประกาศราคา ยอดจองที่ใครคิดว่าจะหดหายนั้น กลับเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ หลายคนบ่นว่าแพง แต่หากมองถึงเทคโนโลยี โตโยต้า ซี-เอชอาร์ มากับเครื่องยนต์แบบไฮบริด ขนาด 1.8 ลิตร เจนเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว เรียกว่าเหนือกว่าเจ้าอื่นชัดเจน เป็นทางเลือกหลักที่โตโยต้าบอกว่ามีสัดส่วนการจองถึง 80% ส่วนอีก 20% เป็นรุ่นเครื่องยนต์ธรรมดา โดยโตโยต้า หมายมั่นปั้นมืออย่างเต็มที่กับ เจ้าซี-เอชอาร์ ตัวนี้ แล้วคู่แข่งเป็นอย่างไรบ้าง

 

เจ้าตลาดผู้นำในเซกเมนท์นี้เดิมคือ ฮอนด้า เอชอาร์-วี (Honda HR-V) ที่ออกมาทำตลาดตั้งแต่ปี 2015 กวาดยอดขายไปเป็นกอบเป็นกำ ซึ่งในปีนี้ทางฝากฝั่งของญี่ปุ่น เปิดตัวโฉมไมเนอร์เชนจ์ ของ วีเซล (Vezel) ซึ่งเป็นโมเดลเดียวกับ เอชอาร์-วี ดังนั้นคาดว่าอีกไม่นาน เมืองไทยก็จะได้สัมผัสและจับจองเป็นของ เอชอาร์-วี ไมเนอร์เชนจ์อย่างแน่นอน

 

อีกหนึ่งแบรนด์ที่เตรียมรับมือด้วยการไมเนอร์เชนจ์นั่นก็คือ มาสด้า เตรียมเปิดตัว ซีเอ็กซ์-3 ไมเนอร์เชนจ์ ในช่วงกลางปีนี้ โดยแม้ชื่อจะเป็นการไมเนอร์เชนจ์ แต่ในส่วนของเทคโนโลยีแล้ว ใส่เพิ่มอัดแน่นเข้ามาในระดับที่เรียกว่า ตัดสินใจยากเลยทีเดียว หากต้องเลือกด้วยหัวข้อเทคโนโลยีเป็นหลัก

 

ส่วนที่น่าจับตามองที่สุดคือ น้องใหม่ที่เข้ามาสอดแทรกและสร้างความประหลาดใจให้กับตลาด “เอ็มจี แซดเอส” ซึ่งมีจุดเด่นคือการเปิดตัวมาด้วยราคาที่ย่อมเยากว่าคู่แข่ง ตัวท้อปสุดมากับ ซันรูฟแก้ว ในราคาเพียง 789,000 บาท เท่านั้น พร้อมระบบสั่งการด้วยเสียงภาษาไทยเป็นครั้งแรก จึงสามารถโกยยอดขาย ประจำเดือนกุมภาพันธ์แซงหน้า ฮอนด้า เอชอาร์-วี ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของกลุ่มนี้ได้

ส่วนรถรุ่นอื่น ๆ ในเซกเมนท์นี้ ยังมี ฮอนด้า บีอาร์-วี (Honda BR-V), ฟอร์ด เอคโค่ สปอร์ต (Ford EcoSport) และ ซูบารุ เอ็กซ์วี  (Subaru XV) เข้ามาสอดแทรกเป็นตัวเลือกที่มีความแตกต่าง จุดเด่นของแต่ละรุ่น แต่ละยี่ห้อก็แตกต่างกันออกไป ขณะที่ กลุ่มผู้บริโภคต่างให้ความสนใจรถแนวนี้มากขึ้น ดังจะเห็นได้จากยอดขายรวมของเซกเมนท์นี้ที่เติบโตขึ้น 

จากตัวเลขล่าสุด ปิดไตรมาสแรกตามการรายงานของ หอการค้าญี่ปุ่น-กรุงเทพฯ เซกเมนท์นี้ รถยนต์ที่มียอดขายอันดับ 1 คือ เอ็มจี แซดเอส 3,210 คัน ตามมาด้วย ฮอนด้า เอชอาร์-วี 2,906 คัน, โตโยต้า ซี-เอชอาร์ 2,184 คัน, ฮอนด้า บีอาร์-วี 1,139 คัน และมาสด้า ซีเอ็กซ์-3 มียอด 958 คัน  

บรรดาน้องใหม่เข้ามาโกยยอดขายแบบแซงหน้ารุ่นพี่เช่นนี้ คาดว่า คงไม่ใช่เรื่องที่เจ้าตลาดเดิมจะนิ่งดูดายอย่างแน่นอน เราคงได้เห็นแคมเปญที่ดุเดือดหรือกลยุทธ์ทางการตลาดใหม่ออกมากระตุ้น เพื่อเอาใจผู้บริโภคเป็นแน่แท้

 

ค่ายยุโรปสายหรู คึกคักรับน้องใหม่

 

สำหรับตลาดรถเอนกประสงค์ขนาดเล็กระดับหรูแบรนด์ยุโรปนั้น เป็นตลาดที่ค่อนข้างดุเดือดในแง่ของการแข่งขัน โดยเฉพาะในเมืองไทย กับ 2 แบรนด์หลักอย่าง เมอร์เซเดส –เบนซ์ ที่มี จีแอลเอ(GLA) เป็นตัวขายหลักซึ่งจะทำตลาดด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 2 ขนาด ค่าตัวย่อมเยาระดับ 2 ล้านต้น ๆ เท่านั้น

 

ขณะที่คู่แข่งสำคัญคือ บีเอ็มดับเบิลยู นั้นมี เอ็กซ์1 (X1) ทำตลาด ด้วยทางเลือกที่มากกว่า มีทั้งเครื่องยนต์เบนซิน และดีเซล ให้ผู้บริโภคได้ตัดสินใจ ส่วนราคาอยู่ในระดับ 2 ล้านกลาง ๆ ถือว่าเป็นคู่ต่อกรที่สูสีอย่างยิ่ง ทั้งพิกัดตัวรถและกลยุทธ์ทางการตลาด อาจจะเสียเปรียบเล็กน้อยที่ราคาสูงกว่า แต่เข้าใจได้ว่าแลกมาด้วยเครื่องยนต์ดีเซลที่ขึ้นชื่อด้านความประหยัดและทนทาน 

เหนืออื่นใด ล่าสุด กับการเปิดตัว บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์2 เพิ่มเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้ผู้บริโภคได้คบหาเป็นเจ้าข้าวเจ้าของกันได้ แม้จะอยู่ในพิกัดรถเอนกประสงค์ขนาดเล็ก แต่ราคาค่าตัวขยับไปถึงเกือบ 3 ล้านบาทได้ทอน พันเดียว ดังนั้น อาจจะเป็นตัวเลือกที่เน้นความแตกต่างเป็นสำคัญ

อย่างไรก็ตามนอกจาก 2 แบรนด์หลัก ยังมี อาวดี้ ที่กลับมาแจ้งเกิดใหม่อีกหลังการเปลี่ยนแปลงตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจากกลุ่มเดิม “ยนตรกิจ” เปลี่ยนมาเป็นทาง กลุ่มทายาทตระกูลล่ำซำ ที่เข้ามาในนามของ อาวดี้ ไทยแลนด์ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มรูปแบบจาก อาวดี้ เอจี ประเทศเยอรมัน

ซึ่ง อาวดี้ นำเข้า คิว2 และ คิว3 เข้ามาจำหน่ายในราคา 2 ล้านต้น ๆ สามารถทำราคาแข่งขันกับรถประกอบในประเทศจากค่ายแห่งดวงดาวได้ ชัดเจนว่า อาวดี้ เอจี สนับสนุน อาวดี้ ไทยแลนด์อย่างสุดความสามารถ มิฉะนั้นเราไม่มีทางได้เห็นราคารถนำเข้า เทียบเท่ากับรถประกอบในประเทศเช่นนี้ได้

ส่วนอีกหนึ่งแบรนด์ในระดับเดียวกันนี้คือ มินิ ที่มี คันทรีแมน เป็นตัวหลักในการทำตลาด อย่างที่ทราบกันดีว่า มินิ เป็นบริษัทในเครือของ บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ดังนั้น โครงส่ร้างพื้นฐานของ คันทรีแมนจึงใช้ร่วมกันกับ บีเอ็มดับเบิลยู เอ็กซ์1 นั่นเอง แต่รูปลักษณ์ภายนอก และการขับขี่ทุกอย่างเซตไว้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง รวมไปถึงกลยุทธ์ทางการตลาดที่วางตำแหน่งผลิตภัณฑ์ไว้คนละแบบด้วย

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า หากมองหารถยนต์ระดับนี้ในตระกูลยุโรปสำหรับเมืองไทยคงจะมีตัวเลือกอยู่ไม่มาก และยอดขายรายรุ่น ไม่เป็นที่เปิดเผย แต่ถ้าดูจากจำนวนรถที่ขับบนท้องถนนและรถมือสองที่ประกาศขายตามเว็ปถือว่ามีจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว จะว่าไปตลาดนี้ไม่ได้เล็กไปตามขนาดของตัวรถแน่นอน บางทีอาจจะใหญ่กว่าตลาดบางเซกเมนท์อีกด้วย

 

สำหรับทิศทางในปีนี้ คาดว่าหลังการเปิดตัวรถใหม่เข้ามาสู่ตลาดอย่างครบถ้วนแล้ว การอัดแคมเปญส่งเสริมการขายก็จะเป็นกลยุทธ์ที่ทำต่อเนื่อง โดยในเวลานี้หากใครมองรุ่นปัจจุบัน ไม่ได้สนใจรุ่นที่จะปรับโฉมหรือไมเนอร์เชนจ์ คุณได้เห็นแคมเปญที่กระหน่ำทั้งการลดดอกเบี้ย, แถมฟรีประกันภัยชั้นหนึ่ง และหากต่อรองส่วนลดเพิ่มเติมจากเซลล์ดีๆ อาจจะได้ตัวเลขส่วนลดระดับ 50,000+ ต่อรุ่นก็เป็นได้ จึงถือว่าเป็นโอกาสทองของผู้บริโภค

ส่วนใครที่ไม่รีบร้อนใช้รถ เราขอแนะนำ จังหวะชุลมุนช่วงที่มีข่าวการเปิดตัวรถในเซกเมนท์เดียวกัน หรือการเปิดตัวของคู่แข่งนั่นเอง ช่วงเวลานั้นคือจังหวะเหมาะสมที่สุดในการต่อรองซื้อขายรถไม่ว่าจะเป็นรุ่นใดก็ตาม ขอให้ได้ ขอให้โดน รถในดวงใจ ซื้อรถใหม่ทั้งทีต้องมีความสุข