มาสด้า สุดปลื้มขายรวมครึ่งปีแรกทะลุ 33,000 คัน

ในขณะที่ฟอร์ดสามารถทำยอดครึ่งปีแรกได้ 32,677 คัน

 

MAZDA

ค่ายมาสด้าทุบสถิติยอดขายทำ New Hi ยอด 6 เดือนแรกปีนี้ พุ่ง 33,593 คัน เติบโต 41% ปรับเป้ายอดขายปลายปีมุ่งสู่ ยอด 65,000 คัน คาดตลาดรถรวมยอดขึ้นถึง 1 ล้านคัน หลังพบครึ่งปีแรกยอดขายสะสมรวม 4.9 แสนคัน เผยยอด CX-5 SUV ตัวเก่ง โตสุด 148 % ยอด 4,399 คัน ตามด้วยมาสด้า 2 ขายมากสุด 22,741 คันเติบโต 52% ส่วนคอมแพค SUV CX-3 ตลาดตก30% งัดแผนกระตุ้นเพิ่มแขร์ด่วน ส่งโฉมไมเนอเชนจ์ลุยตลาดครึ่งปีหลัง ดีเดย์เปิดตัวรุ่นใหม่ 20 กรกฎาคมนี้

 

บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยความสำเร็จการดำเนินธุรกิจในครึ่งปีแรกของปี 2561 ด้วยตัวเลขยอดขายรถมาสด้า 6 เดือนแรก พุ่งสูงถึง 33,593 คัน เติบโตกว่า 41% ทำสถิติใหม่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของมาสด้า ผลพวงเกิดจากภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศไทยที่กำลังเบ่งบาน คาดการณ์ยอดรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ปีนี้พุ่งทะลุเกินหนึ่งล้านคัน ประกาศปรับเป้ายอดขายสำหรับปีนี้เพิ่มขึ้นอีก 27% ประมาณการตัวเลขยอดขายรถมาสด้าทะลุ 65,000 คัน

 

 

คุณชาญชัย ตระการอุดมสุข ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยอดขายรวมเมื่อปี 2560 ทั้งหมดอยู่ที่ 51,355 คัน เพิ่มขึ้น 21% ครองส่วนแบ่งการตลาด 5.9% ซึ่งถือว่าประสบความสำเร็จเกินกว่าที่คาดหวัง เมื่อพิจารณาตัวเลข 6 เดือนแรกของปีที่แล้ว ปรากฏว่ายอดขายรถมาสด้าอยู่ที่ 23,893 คัน ครองส่วนแบ่งการตลาด 5.8% ในขณะที่ 6 เดือนแรกของปีนี้ ตัวเลขรวมของมาสด้าพุ่งสูงถึง 33,593 คัน โตขึ้น 41% ครองส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดถึง 6.9% โดยแบ่งตามรุ่นดังต่อไปนี้

- Mazda 2 จำนวน 21,741 คัน เพิ่มขึ้น 52% ครองอันดับหนึ่งของรถยนต์นั่งขนาดเล็ก

- Mazda CX-5 จำนวน 4,399 คัน เพิ่มขึ้น 179%

- Mazda BT-50 PRO จำนวน 3,254 คัน เพิ่มขึ้น 5%

- Mazda 3 จำนวน 2,621 คัน ลดลงเล็กน้อยเพียง 2%

- Mazda CX-3 จำนวน 1,562 คัน ลดลง 30%

- Mazda MX-5 จำนวน 16 คัน เพิ่มขึ้น 60%

 

 

นอกจากประสบความสำเร็จสูงสุดด้านยอดขายรถยนต์ในช่วงครึ่งปีแรกแล้ว ในครึ่งปีหลังมาสด้าเตรียมรุกตลาดเต็มกำลัง ประกาศนโยบายก้าวสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ด้วยการทำงานเป็นทีมภายใต้การบริหารงานโดยคนไทย เพื่อลูกค้าชาวไทยครอบคลุมทุกฟังก์ชั่น อาทิ การเสริมกลยุทธ์ด้านการขาย การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการบริการหลังการขาย รวมทั้งทิศทางการตลาดเชิงรุก ด้วยกลยุทธ์ 4 ข้อ เพื่อก้าวสู่การเติบโตในช่วงครึ่งปีหลัง

1. กลยุทธ์การดำเนินธุรกิจความเป็นหนึ่งเดียว หรือ One Mazda

2. กลยุทธ์ด้านการขาย ประกอบด้วย การจัดกิจกรรมในโชว์รูมและการออกโรดโชว์ตามห้างสรรพสินค้าต่าง ๆ ทั่วประเทศ, นโยบายการสนับสนุนการขายในงานบิ๊กอีเว้นท์ และ การขยายพื้นที่โชว์รูมตามมาตรฐานใหม่ หรือ Mazda Corporate Identity

 

 

3. กลยุทธ์ด้านการเอาใจใส่ดูแลลูกค้า เพื่อเอาใจใส่ดูแลลูกค้าอย่างดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่ครอบครองรถ โดยเฉพาะครึ่งปีหลัง มาสด้าเน้นในส่วนของการบริการหลังการขาย ด้วยการเร่งมือปฏิบัติตามโปรแกรม MAZDA ACTIV SERVICE ซึ่งเกิดจากคอนเซ็ปต์ Feel the passion หรือ มุ่งมั่นดูแลรถใส่ใจดูแลคุณ เป็นแนวคิดที่สะท้อนให้เห็นถึงความมี Passion ของชาวมาสด้า เพื่อให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดีที่สุด จนเกิดความพึงพอใจสูงสุด ทั้งนี้ภายใต้โปรแกรม MAZDA ACTIV SERVICE นั้นมีความหลากหลาย อาทิ

- Mazda Premium Insurance หรือโครงการประกันภัยรถยนต์ประเภท1 ด้วยเงื่อนไขความคุ้มครองและสิทธิพิเศษต่าง ๆ สำหรับลูกค้ามาสด้าเท่านั้น

- Mazda Care หรือโปรแกรมที่มอบให้แก่ลูกค้าในการซ่อมบำรุงและตรวจเช็คสภาพรถ ซึ่งครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งค่าแรง ค่าอะไหล่ และค่าผลิตภัณฑ์ของเหลวที่ต้องเปลี่ยนถ่ายตามระยะทางทุกประเภท ทำให้ลูกค้ามั่นใจได้ในคุณภาพอะไหล่แท้ทุกชิ้น

- Mazda Added Protection หรือโปรแกรมขยายการรับประกันคุณภาพรถยนต์ หลังจากสิ้นสุดการรับประกันจากผู้ผลิตรถยนต์ในช่วง 3 ปีแรก โดยสามารถเลือกความคุ้มครองนานสูงสุดถึง 5 ปี ครอบคลุมทั้งชิ้นส่วนที่บกพร่องทางกลไกและระบบไฟฟ้า

- Mazda Genuine Part หรืออะไหล่แท้จากมาสด้าที่ได้รับการออกแบบเพื่อรถมาสด้าโดยเฉพาะ เพื่อความปลอดภัย ทนทานและมีคุณภาพสูง

- 24-Road Side Assistant มาสด้ายินดีให้บริการลูกค้าทุกท่านในทุกช่วงเวลาฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง ครอบคลุมทุกเส้นทาง โดยโปรแกรมทั้งหมดนี้ได้รับการออกแบบเพื่อให้ลูกค้ามาสด้าทุกท่านเพลิดเพลินกับการขับขี่ได้อย่างอุ่นใจและปลอดภัย

 

 

สุดท้ายกลยุทธ์ด้านการตลาดโดยเฉพาะครึ่งปีหลังของ 2561 มาสด้าเดินหน้าบุกตลาดเต็มที่ ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดที่แตกต่าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกิจกรรมส่งเสริมการขาย การเดินสายออกโรดโชว์ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กิจกรรมร่วมสนุกผ่านสื่อออนไลน์ เสริมทัพด้วยรถฟรีสไตล์ครอสโอเวอร์ New Mazda CX-3 Model Year 2018 ในวันที่ 20 กรกฎาคม นี้ เพื่อสร้างแบรนด์มาสด้าให้เป็นที่จดจำและมีความใกล้ชิดกับลูกค้าอย่างแน่นแฟ้น นอกจากนี้มาสด้าจะเน้นเรื่องการเตรียมความพร้อมด้านการบริการหลังการขาย เพื่อให้มาสด้าเป็นแบรนด์ ที่อยู่ในใจของลูกค้าและเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าเลือกและรักตลอดไป

 

 

นอกจากนี้ มาสด้าเตรียมจัดกิจกรรมเพื่อนำสื่อมวลชนร่วมบันทึกการเดินทางเพื่อพิชิตดินแดนแห่งขั้วโลกเหนือที่ไม่เคยมีใครกล้าพิสูจน์ ด้วยการนำรถยนต์จากประเทศไทยไปทดสอบ ประกอบด้วยรุ่น มาสด้า2, มาสด้า3, มาสด้า ซีเอ็กซ์-5 และมาสด้า บีที-50 โปร กับเส้นทางที่ท้าทายด้วยภูมิประเทศที่หลากหลาย ภูมิอากาศที่หนาวจัด เพื่อมอบประการณ์สุดขั้ว รวมทั้งเป็นบทพิสูจน์สมรรถนะของรถยนต์ที่มีแหล่งผลิตจากประเทศไทย ภายใต้ชื่องาน Mazda Passion Drive to the New Horizon “เปิดประสบการณ์สุดขอบฟ้ากับมาสด้า” โดยเฉพาะการนำเอารถยนต์ที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจากเขตภูมิอากาศร้อนชื้นไปขับในสภาพภูมิอากาศที่หนาวจัด ในแถบกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย ประกอบด้วย สวีเดน เดนมาร์ก นอร์เวย์ และฟินแลนด์ ด้วยระยะทางขับขี่กว่า 6,000 กิโลเมตร ในช่วงเดือนกันยายน นี้

 

 

ด้วยกลยุทธ์และแผนงานที่มาสด้าได้วางไว้ ประกอบกับผู้บริหารมากความรู้ความสามารถ และสะสมประสบการณ์ในตลาดรถยนต์มาอย่างยาวนาน มาสด้าจะยังคงสร้างสรรค์เทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพื่อตอบสนองลูกค้าทุกท่าน ให้การขับขี่นั้นเป็นเรื่องสนุกสนาน และกลายเป็นแบรนด์ที่ลูกค้าไว้วางใจทั้งด้านคุณภาพและด้านบริการที่เป็นเลิศ  

 

 

 

FORD

ส่วนทางด้าน ฟอร์ด ประเทศไทย ได้เผยผลประกอบการไตรมาสที่สองของปี 2561 ด้วยตัวเลขยอดขายที่เพิ่มขึ้น 23% โดยมียอดขายรถยนต์รวมทั้งสิ้น 15,442 คัน ซึ่งเป็นผลมาจากความต้องการของผู้บริโภคทั่วประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในฟอร์ด เรนเจอร์ รถกระบะเกิดมาแกร่ง และฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ รถยนต์เอสยูวีขนาดกลางที่โดดเด่นด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ

โดยในส่วนของครึ่งปีแรก ฟอร์ดทำยอดขายได้เพิ่มขึ้น 28% ด้วยยอดขายรวม 32,677 คัน ส่งผลให้ส่วนแบ่งตลาดโดยรวมของฟอร์ด เพิ่มขึ้น 0.5 จุด เป็น 6.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 

 

ฟอร์ด เรนเจอร์ ตอกย้ำตำแหน่งรถยนต์รุ่นที่ขายดีที่สุดของฟอร์ดในประเทศไทย ด้วยยอดขายในไตรมาสที่สองเติบโตสูงขึ้นถึง 36% อยู่ที่ 13,256 คัน โดย ฟอร์ด เรนเจอร์ มียอดขายตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมิถุนายน เพิ่มขึ้นถึง 36% ด้วยยอดขายรวม 27,455 คัน ซึ่งฟอร์ด เรนเจอร์ ยังคงเติบโตสูงกว่าการเติบโตของตลาดรถกระบะโดยรวมในปีนี้ โดยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น 1.5 จุด เป็น 13.2 % จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 

ในขณะเดียวกันฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ ยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญของผลประกอบการอันแข็งแกร่งในไตรมาสที่สองของฟอร์ด ด้วยยอดขายที่เพิ่มขึ้น 2% จากช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา อยู่ที่ 1,925 คัน

ยอดขายตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมิถุนายนของฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ เพิ่มขึ้น 22% อยู่ที่ 4,455 คัน เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ครองส่วนแบ่งตลาดได้ 14.8 % ซึ่งเพิ่มขึ้น 2.0 จุด เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา

 

คุณยุคนธร วิเศษโกสิน ประธาน ฟอร์ด อาเซียน กล่าวว่า “ยอดขายที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องของฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอร์เรสต์ สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของตลาดรถกระบะที่มีต่อเนื่อง และความสนใจที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์อเนกประสงค์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ สอดคล้องกับจุดแข็งของฟอร์ดทั่วโลก เราคาดการณ์ว่า ความต้องการฟอร์ด เรนเจอร์ และฟอร์ด เอเวอเรสต์ จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงครึ่งหลังของปี ซึ่งเป็นช่วงที่ฟอร์ดจะเปิดตัวรถรุ่นใหม่ของเราทั้ง 2 รุ่นนี้ และยังเป็นช่วงที่เราจะเริ่มส่งมอบเรนเจอร์ แร็พเตอร์ ให้แก่ลูกค้าฟอร์ดอีกด้วย”

โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ฟอร์ดได้เปิดสายการผลิตเรนเจอร์ แร็พเตอร์ อย่างเป็นทางการ และจะเริ่มส่งมอบให้แก่ลูกค้าได้ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้