NEW ONE-TON PICKUP 2016

นัดปรับโฉมรับฤดูขาย

รถปิกอัพ 1 ตัน คือโปรดักซ์แชมเปี้ยนของค่ายรถยนต์สำหรับตลาดไทยมีผู้เล่นหลักอยู่ 8 ยี่ห้อ แบ่งเป็น ญี่ปุ่น 5 ยี่ห้อ อเมริกัน 2 และ อินเดีย 1 เรียงอันดับไหล่  โตโยต้า อีซูซุ  มิตซูบิชิ  นิสสัน มาสด้า ฟอร์ด เชฟโรเลตและ ทาทา แต่ละปี มียอดขายประมาณ 50-60 % ของยอดขายรวมรถทุกประเภท สำหรับปีนี้ผ่านไป 7 เดือน มกราคม-กรกฎาคม ปิกอัพทุกยี่ห้อมียอดขาย 185,367 คัน จากยอดขายรถทุกประเภท 429,265 คัน

ยอดขายรถในตลาดปิกอัพ 1 ตันช่วง 7 เดือนของปีนี้ มีโตโยต้าขายนำเป็นแชร์ลีดเดอร์ด้วยยอด 9,456 คัน ส่วนแบ่งตลาด 37.9% อีซูซุคู่แข่งสำคัญมียอด 7 เดือนไล่เบียดติ่งหูอยู่ 8,773 คันแชร์ตามมาติดๆที่ 35.2% ฟอร์ดตามมาเป็นที่ 3 ด้วยยอดขายห่างมากแค่ 2,461คัน ส่วนแบ่งตลาด 9.9% ที่เหลือก็เรียงลำดับไหล่กันไป

ถึงแม้การชิงชัยในตลาดนี้ด้วยความภักดีต่อสินค้าและชื่อเสียงที่คนไทยมอบให้ยังคงเป็นศึกศักด์ศรีและเวทีของ 2 ค่ายยักษ์ที่ลุ้นตำแหน่งที่ 1กันอย่างเข้มข้นระหว่าง โตโยต้าและอีซูซุ ก็ตาม ตลาดปิกอัพก็ยังเป็นตลาดสำคัญสำหรับอีก 6 ค่ายรถยนต์ที่มีสินค้าขายอยู่ในตลาดต้องกุลีกุจอปลุกปั้นให้สินค้าของตัวเองทำยอดขายและชิงส่วนแบ่งในตลาดนี้ให้ได้มากที่สุดเพราะพวกเขาถือว่าเป็นตลาดใหญ่และสำคัญมากๆที่จะช่วยลุ้นให้ยอดขายของแบรนด์ตนเองสูงและเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในแต่ละปี

ปกติอายุของรถแต่ละโมเดลถ้าจากยุโรป-อเมริกัน อยู่ที่ 7-8 ปี ญี่ปุ่นก็ให้ 4-5 ปี จะเริ่มมีการเปลี่ยนโฉม ปิกอัพไทยสายพันธุ์ญี่ปุ่นก็เช่นกัน นอกจากเปลี่ยนกันแบบออลนิวโมเดลทุก 4-5 ปีแล้ว ในแต่ละปีต้องมีการปรุงรสปรับโฉมเพิ่มความสดใหม่ให้ผลิตภัณฑ์ และค่ายรถที่ขายปิกอัพมักจะยึดเอาช่วงเวลากลางปีนี่แหละเป็นช่วงเวลาสำคัญในการปรุงรสสินค้าของเขาเพื่อรองรับกำลังซื้อที่จะมีเพิ่มขึ้นจากผลพวงของการขายพืชและผลิตผลทางการเกษตรของภาคเกษตรกรรมไทยในช่วงครึ่งปีหลัง  มี 5 ค่ายปิกอัพที่ขยับตัวในปี 2559 นี้เราไปดูกันว่าแต่ละยี่ห้อใครมีอะไรดีและใหม่บ้าง

  

โตโยต้าไฮลักซ์รีโว่ 

เพิ่มทางเลือกใหม่ด้วย เกรด E Plus  

Hilux Revo มี 3 ขุมพลังให้เลือก ได้แก่เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.8 ลิตร รหัส IGD-FTV พร้อม Turbo แปรผัน (VN Turbo) ขนาด 2.8 ลิตร 170 แรงม้า แรงบิด 343 นิวตันเมตรกับ เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร (High) 177 แรงม้า แรงบิด 420 นิวตันเมตร และ เครื่องยนต์ดีเซล 2.8 ลิตร (High) 177 แรงม้า แรงบิด 450 นิวตันเมตรเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร รหัส 2GD-FTV Turbo แปรผัน 2.4 ลิตร 150 แรงม้า แรงบิด 343 นิวตันเมตร และ เครื่องยนต์ดีเซล 2.4 ลิตร (High) 150 แรงม้า แรงบิด 400 นิวตันเมตรเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.7 ลิตร รองรับพลังงาน E20  รหัส 2TR-FE Dual VVTi  เครื่องยนต์เบนซิน 2,700 ซีซี เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ให้กำลังสูงสุด 166 แรงม้า พร้อม เครื่องยนต์เบนซิน 2,700 ซีซี เกียร์ธรรมดา 6 สปีด กำลัง 166 แรงม้า และ เครื่องยนต์เบนซิน 2,700 ซีซี เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด กำลัง 166 แรงม้า

 

รถกระบะไฮลักซ์รีโว่ภายใต้โครงการ “IMV: Innovative International Multi Purpose Vehicle” เจนเนอเรชั่นที่ 2 ในปี 2558 ภายใต้แรงบันดาลใจในการออกแบบและพัฒนา เพื่อให้ ไฮลักซ์ รีโว่ เป็นผู้กำหนดนิยามใหม่แห่ง “ความแกร่ง” สะท้อนภาพลักษณ์ตามแนวคิดยุคใหม่แห่งกระบะ ทุกตารางนิ้วต้องไฮลักซ์” ด้วยเครื่องยนต์ใหม่บนโครงสร้างแชสซีส์ใหม่ พร้อมเพิ่มประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง ระบบเกียร์แบบ 6 สปีดอัจฉริยะ ที่ช่วยเพิ่มสมรรถนะการขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ใหม่อย่างเต็มที่ ระบบกันสะเทือนใหม่ที่นุ่มนวลและหนึบยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว และระบบความปลอดภัยเหนือระดับมาตรฐานระดับโลก

ไฮลักซ์รีโว่รุ่นปรับปรุงใหม่ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อยกระดับความโดดเด่นด้านรูปลักษณ์ภายนอกและการใช้งานด้วยการเพิ่มเติมไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์และ กล้องมองหลังในหลายรุ่น รวมถึงการตกแต่งภายในที่หรูหรายิ่งขึ้น   ไฮลักซ์ รีโว่ เกรด E Plus  เป็นอีกหนึ่งทางเลือก เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้า ด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความบันเทิงครบครันรุ่นปรับปรุงใหม่ ปี 2559  เพิ่มจำนวนรุ่นจากเดิม 33 รุ่น เป็น 36 รุ่น ราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 569,000 บาทในรุ่น2.4J4X2 ไปจนกระทั่ง 1,139,000 บาท ในรุ่น 2.8G4WD AT Navi 4x4

 

ยกระดับอุปกรณ์จากเกรด E เป็น เกรด E Plusรุ่นดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรรุ่นสมาร์ทแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรเพิ่มทางเลือกใหม่ เกรด E Plusรุ่นดับเบิ้ลแค็บ พรีรันเนอร์ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรรุ่นlสมาร์ทแค็บ พรีรันเนอร์ เครื่องยนต์ 2.4 ลิตรไฮลักซ์ รีโว่ เกรด E Plusอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับลูกค้าที่ชื่นชอบความคุ้มค่าเหนือราคา ด้วยรูปลักษณ์ใหม่ที่โดดเด่น เพียบพร้อมด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกและความบันเทิงครบครันปรับปรุงรูปโฉมใหม่ ภายนอกแกร่ง เร้าใจทุกองศา ไฟหน้า LED โปรเจคเตอร์ พร้อมระบบปรับระดับสูง-ต่ำ และไฟ Daytime Running Lightสัญญาณไฟถอย ทั้ง 2 ด้านภายใน หรูหราทุกรายละเอียด (ในเกรด E และ E Plus ทุกรุ่น)จอ DVD พร้อมกล้องมองหลัง (เฉพาะเกรด E Plus)พวงมาลัยหุ้มหนังหัวเกียร์หุ้มหนังพร้อมแถบสีเงินและฐานเกียร์แถบสีเงินมือเปิดประตูด้านในโครเมียม และแผงข้างประตูแถบสีเงินปุ่มกดเบรกมือแบบโครเมียม

 

อีซูซุดีแมคซ์บลูเพาเวอร์ 

เชื่อมั่น นวัตกรรมเปลี่ยนโลก

 

นวัตกรรมเปลี่ยนโลกยังคงเป็นจุดขายหลักของอีซูซุดีแมคซ์บลูเพาเวอร์ที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2558 ในทุกโมเดล จากดีแมคซ์จนถึง มิว-เอ็กซ์ ผู้บริหารยังคงมั่นใจในประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ 1.9 ddi บลูเพาเวอร์ ซึ่งหลังจากเปิดตัวก็จุดประกายเป็นค่ายแรกที่จัดได้ว่าเป็นผู้นำในการวางผลิตภัณฑ์เครื่องยนต์ดีเซล ซีดีไอ เทอร์โบขนาดเล็กที่ให้พลังจัดจ้านเกินตัวตามเทรนด์ของโลกยานยนต์ที่เน้นเครื่องยนต์เล็กน้ำหนักเบา พลังแรง และก็เป็นไปตามคาดปัจจุบันเครื่องยนต์ 1.9 ddi บลูเพาเวอร์ ได้รับการยอมรับจากผู้ใช้รถยนต์ชาวไทย ให้การตอบรับอย่างดีเยี่ยม ยังคงมียอดการสั่งจองจากผู้ใช้อย่างไม่ขาดสาย   

ดีแมคซ์ยังคงชูจุดเด่นที่สมรรถนะเครื่องยนต์เป็นหลักเป็นเครื่องเล็กพลังจัดแต่ประหยัดขั้นเทพตามแบบฉบับของอีซูซุเครื่องยนต์บลูเพาเวอร์มีให้เลือก 2 ขนาด คือ 1.9 ddi Blue Power  RZ4E-TC 1,900 ซีซี 150 แรงม้าที่ 3,600 รอต่อนาที แรงบิด 350 นิวตันเมตรที่ 1,500-2,600 รอบต่อนาที และ เครื่องยนต์ 3.0 ddi Blue Power ขุมพลัง 4 JJ-TCX ขนาด 3,000 ซีซี 177 แรงม้าที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 380 นิวตันเมตรที่ 1,800-2,800 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดใหม่ ดีแมคซ์ ddi Blue Power มีรุ่น แบบ และเครื่องยนต์ ให้เลือกหลากหลายมากมาย ราคาเริ่มต้นในรุ่น Spark 490,000 บาทไปจนกระทั่งรุ่นท็อป 997,000 บาทสำหรับ V-CROSS 3.0 ddi Blue Power

 

ฟอร์ดเรนเจอร์

เปิดตัว รุ่นย่อยใหม่ 6 รุ่น 

ฟอร์ด เรนเจอร์ จัดหนักส่งรถใหม่ 6 รุ่น ได้แก่ เรนเจอร์ FX4 และรุ่นย่อยในตระกูล XL และ XLS ให้ผู้บริโภคได้เลือกสรรอย่างเต็มที่

ฟอร์ดเรนเจอร์ FX4 ตกแต่งเข้มสไตล์สปอร์ตสุดพรีเมี่ยม กระจังหน้าใหม่ ล้ออัลลอยสีดำ สปอร์ตบาร์แบบใหม่และเบาะหนังสีดำดีไซน์เฉพาะ ยกระดับภาพลักษณ์ความแกร่ง เพิ่ม 4 รุ่น ใหม่ ในกลุ่ม XL และ XLS พร้อมมอบสมรรถนะความแกร่ง เครื่องยนต์ทรงพลัง ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายในการใช้งาน  ในราคาที่ดีที่สุดในเซ็กเมนท์

ฟอร์ดเรนเจอร์ XL และ XLS รุ่นย่อยใหม่ จำนวน 4 รุ่น ได้รับการวางกลยุทธ์ เพื่อเป็นผู้นำราคาในเซ็กเมนท์ต่างๆ ในคุณภาพที่ดีที่สุดตามมาตรฐานรถกระบะเกิดมาแกร่ง ฟอร์ด เรนเจอร์ และมาพร้อมสมรรถนะเครื่องยนต์อันทรงประสิทธิภาพ ได้แก่ ฟอร์ด เรนเจอร์ XL สแตนดาร์ดแค็บ 2.2L VG Turbo 4x2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด รถกระบะรุ่นมาตรฐานที่คุ้มค่า มอบกำลังสูงสุดถึง 150แรงม้า และแรงบิด 375 นิวตันเมตร พร้อมฟีเจอร์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น ได้แก่ ช่องเชื่อมต่อ USB และ Bluetooth ในราคา 559,000 บาท

ฟอร์ด เรนเจอร์ XL+ โอเพ่นแค็บ 2.2L Turbo 4x2 Hi-Rider เกียร์ธรรมดา 6 สปีด รถกระบะตอนครึ่งยกสูงที่มาพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวก และล้ออัลลอย 16 นิ้ว ด้วยราคาที่เป็นผู้นำในกลุ่มรถกระบะตอนครึ่ง (แบบแค็บเปิดได้) ยกสูง ที่ราคา 649,000 บาท   ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS โอเพ่นแค็บ 2.2L VG Turbo 4x2 Hi-Rider เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ด้วยราคาที่เป็นผู้นำในกลุ่มรถกระบะตอนครึ่งยกสูงเกียร์อัตโนมัติ ที่ราคา 739,000 บาท ฟอร์ด เรนเจอร์ XLS โอเพ่นแค็บ 2.2L Turbo 4x4 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ด้วยราคาที่เป็นผู้นำในกลุ่มรถกระบะตอนครึ่งขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ราคา 759,000 บาท

ฟอร์ดเรนเจอร์ FX4 เข้มสไตล์สปอร์ตระดับพรี่เมียมได้รับการเปิดตัวอย่างเป็นทางการครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อยกระดับมาตรฐานการตกแต่งระดับพรีเมี่ยม ด้วยการนำการตกแต่งเข้มสไตล์สปอร์ตกับออพชั่นระดับพรีเมี่ยมมาสู่รถกระบะ โดดเด่นด้วยการตกแต่งเข้มสไตล์สปอร์ต ด้วยกระจังหน้าใหม่ ลวดลายตะแกรงที่สอดรับกับรูปทรงสี่เหลี่ยมคางหมูอันแข็งแกร่ง กรอบไฟตัดหมอกสีดำ ล้อสีดำสตาร์ค เกรย์ ขนาด 18 นิ้ว เกรย์สปอร์ตบาร์แบบใหม่ และเบาะหนังสีดำดีไซน์เฉพาะ เส้นสายกราฟฟิกที่ดุดันนำเส้นสายตาสู่ฝากระโปรงอันทรงพลังของเครื่องยนต์ดีเซลดูราทอร์ค ขนาด 2.2  ลิตร ที่มอบพละกำลัง 160 แรงม้า แรงบิด 385 นิวตันเมตร ส่วนด้านท้ายของตัวรถมาพร้อมกับสติ๊กเกอร์ฉลุคำว่า เรนเจอร์ ให้มองเห็นสีของตัวรถได้อย่างชัดเจนเอกลักษณ์อันโดดเด่นท้าทายสายตาของฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 เชื่อมโยงถึงภายในห้องโดยสาร ที่มาพร้อมภายในสีเข้มยิ่งขึ้น สอดรับกับเบาะหนังสีดำดีไซน์เฉพาะด้วยโลโก้ FX4 เพื่อมอบความรู้สึกสไตล์สปอร์ตดุดัน ในระดับพรีเมี่ยม สร้างเอกลักษณ์เฉพาะให้ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 มี 4 สี ได้แก่ สีขาว คูล ไวท์ (Cool White) สีเงิน อลูมิเนียม เมทัลลิก (Aluminum Metallic) สีเทา เมเทออร์ เกรย์ (Meteor Grey) และสีดำ เจ็ท แบล็ค (Jet Black) โดยมีให้เลือก 2 รุ่น ได้แก่ ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 ดับเบิ้ลแค็บ 2.2L VG Turbo FX4 4x2 Hi-Rider รุ่นเกียร์ธรรมดาแบบ 6 สปีด ราคา 884,000 บาท   ฟอร์ด เรนเจอร์ FX4 ดับเบิ้ลแค็บ 2.2L VG Turbo FX4 4x2 Hi-Rider รุ่นเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด ราคา 924,000 บาท

นอกจากฟอร์ดเรนเจอร์ใหม่ทั้ง 6 รุ่น ฟอร์ด เรนเจอร์ XL โอเพ่นแค็บ 2.2L Turbo 4x2 เกียร์ธรรมดา 6 สปีด ยังได้รับการเพิ่มออพชั่นให้สะดวกสบายกว่าเดิม ด้วยกระจกไฟฟ้า และปุ่มปรับกระจกข้างไฟฟ้า ช่องเชื่อมต่อ USB และ Bluetooth ในราคา 599,000 บาท เท่าเดิม

 

MAZDA บีที-50 โปร ใหม่

เติมออพชั่นเต็มคัน

มาสด้าบีที-50 โปร เครื่องยนต์ดีเซลคอมมอลเรลใหม่ Di-THUNDER PROเครื่องยนต์ 3.2 ลิตร Di-THUNDER PRO เทอร์โบแปรผัน อินเตอร์คูลเลอร์ DOHC แบบ 5 สูบ 20 วาล์ว ขนาด 3.2 ลิตร แรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า (147 กิโลวัตต์) ที่ 3,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 470 นิวตัน-เมตร ที่ 1,750 – 2,500 รอบต่อนาที และเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร Di-THUNDER PRO 2.2 เทอร์โบแปรผันใหม่ (VARIABLE-NOZZLE TURBOCHARGER)  และอินเตอร์คูลเลอร์ DOHC แบบ 4 สูบ 16 วาล์ว ให้แรงม้าสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์) ที่ 3,700 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 375 นิวตัน-เมตร ที่ 1,500 – 2,500 รอบต่อนาที เกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด อัตราทดแต่ละเกียร์ที่สัมพันธ์กัน ภายใต้คันเกียร์แบบสั้น (Short Shifter) ช่วยให้สามารถควบคุมการส่งกำลังที่ดี ตั้งแต่รอบเครื่องต่ำ ง่ายต่อการเปลี่ยนเกียร์ ประหยัดน้ำมันและช่วยลดมลพิษไอเสียในบรรยากาศ

ครั้งนี้บีทีโปรใหม่ 2016 เพิ่มอุปกรณ์มาตรฐานสำคัญหลายรายการ กลายเป็นรถปิกอัพที่มีความสมบูรณ์แบบ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า  ด้วยรูปลักษณ์ที่แข็งแกร่งดุดัน โดดเด่นทุกมุมมองสะท้อนเอกลักษณ์ของมาสด้าได้อย่างชัดเจน ฉีกกฎปิกอัพในอดีตในสไตล์เดิมๆ ที่เป็นเพียงรูปกล่องสี่เหลี่ยมเท่านั้น มีสไตล์เป็นของตัวเอง ไม่ซ้ำใคร ดุดันยิ่งขึ้นด้วยกระจังหน้าดีไซน์เสริมความแข็งแกร่งซึ่งเป็นความแตกต่างของมาสด้าที่ไม่เหมือนใคร บันไดข้างดีไซน์สปอร์ต ล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว สะดวกและปลอดภัยด้วยกล้องมองหลัง พร้อมจอแสดงผลบนกระจกมองหลัง มาพร้อมฟังก์ชั่นการใช้งานครบครัน รวมทั้งประตูฟรีสไตล์ แค็บ” (FREESTYLE CAB) ที่ให้ความสะดวกสบายในการเข้า-ออกยิ่งขึ้น

ภายในห้องโดยสาร กว้างขวางสะดวกสบาย  โทนสีดำ ตกแต่งด้วยวัสดุสีเทา หรูหรา พรีเมียม ดุจรถยนต์นั่ง ลงตัวด้วยดีไซน์สไตล์ค๊อกพิท (Cockpit Design) พร้อมเบาะนั่งหุ้มหนัง (Leather Seat) ให้สัมผัสที่โอบกว้าง นุ่มนวล สะดวกสบายในทุกตำแหน่งโดยสารเติมเต็มความสะดวกสบาย และความบันเทิงในทุกช่วงเวลาบนท้องถนน ด้วย DVD & NAVIGATION SYSTEM เครื่องเล่นดีวีดีพร้อมระบบนำทาง จอสัมผัสขนาด 7 นิ้ว แบบ ANTI-GLARE SCREEN ลดแสงสะท้อน ช่วยให้ภาพคมชัดมากยิ่งขึ้น เพิ่มเครื่องเสียงวิทยุ CD & MP3 พร้อมระบบบันทึกซีดีจำลอง VIRTUAL DISCS CDC สามารถบันทึกซีดีได้ถึง 6 แผ่นด้วยกัน และเพิ่มความสะดวกสบายอีกขั้นด้วยระบบปรับอากาศอัตโนมัติ แยกอิสระซ้าย-ขวา     ระบบชิฟท์ออนเดอะฟลาย (SHIFT ON THE FLY) ที่จะช่วยเปลี่ยนระบบจากขับเคลื่อน 2 ล้อ เป็น 4 ล้อ ขณะขับขี่โดยไม่ต้องหยุดรถ ด้วยการสั่งงานด้วยสวิตช์อิเล็กทรอนิกส์ให้ห้องโดยสาร พร้อมรับทุกสถานการณ์ยิ่งขึ้นด้วยเฟืองท้ายลิมิเต็ดสลิป (LIMITED SLIP DIFFERENTIAL) ที่ช่วยป้องกันล้อฟรีขณะติดหล่ม มีตำแหน่งวางอัลเทอเนเตอร์ (ALTERNATOR) สูงกว่าปิกอัพทั่วไป ทำให้สามารถลุยน้ำได้สูงถึง 80 เซนติเมตร เพิ่มศักยภาพการลุยในเส้นทางออฟโรด

ช่วงล่างอัจฉริยะซูเปอร์ดีอี-เอส (SUPER DE-S) เทคโนโลยีการปรับจูนช่วงล่างอันเลื่องชื่อของมาสด้า ที่ผ่านบทพิสูจน์จนได้รับการยอมรับในเรื่องความปลอดภัย ช่วงล่างด้านหน้าแบบปีกนกคู่ (DOUBLE-WISHBONE) กับคอยล์สปริง นุ่มสบาย และดูดซับแรงสะเทือนไม่ใช้เข้าถึงห้องโดยสารได้อย่างดีเยี่ยม เสริมด้วยเหล็กกันโคลงหน้า (STABILIZER BAR) ช่วยเพิ่มเสถียรภาพการทรงตัว ช่วงล่างด้านหลังแบบคานแข็งและชุดแหนบ (LEAF-SPRING) รับน้ำหนักบรรทุกได้เหลือเฟือและมีประสิทธิภาพสูงในการยึดเกาะถนน พร้อมให้สมรรถนะการบังคับควบคุมที่ดี โครงสร้างตัวถังขึ้นรูปจากเหล็กกล้าทนแรงดึงสูง (ULTRA HIGH TENSILE STEEL) ที่แข็งแกร่งและมีน้ำหนักเหมาะสมกับขนาดเครื่องยนต์ยิ่งขึ้น ราคารุ่นเริ่มต้นสแตนดาร์ดแค็บ STD 562,000 บาทท็อปสุดรุ่นดับเบิ้ลแค็บ DBL 4x4 3.2 ราคา1,030,000 บาท

 

เชฟโรเลต โคโลราโด ใหม่

แข็งแกร่ง หรูหรา ลงตัว

 

โคโลราโดรุ่นใหม่ ได้รับการออกแบบใหม่หมดทั้งภายในและภายนอก เปี่ยมไปด้วยดีเอ็นเอแบบฉบับรถกระบะอเมริกันพันธุ์แท้ ด้วยด้านหน้าใหม่ที่เน้นความสปอร์ตทั้งแผงกันชน กระจังหน้า ฝากระโปรง และไฟหน้า รูปลักษณ์ใหม่เน้นความสะดุดตาด้วยไฟส่องสว่างขณะขับขี่กลางวันแอลอีดีรูปทรงเรียวบาง

ภายในห้องโดยสาร ออกแบบใหม่ทั้งหมดน้นความสะดวกสบาย ความกว้างขวาง ความประณีต และเทคโนโลยี แผงแดชบอร์ดและการตกแต่งเบาะที่นั่งใหม่ คอนโซลกลางที่ถูกปรับดีไซน์ใหม่ทำให้ใช้งานได้ง่ายดายมากขึ้น การจัดวางตำแหน่งเน้นความสะดวกสบายด้วยหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว (ขึ้นอยู่กับรุ่น) และระบบอินโฟเทนเมนท์ มายลิงค์


โคโลราโดรุ่นใหม่ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 4 สูบ ดีเซลเทอร์โบ 2.5 ลิตร ที่ถูกปรับปรุงใหม่เพื่อสมรรถนะที่ดีขึ้น ประหยัดน้ำมันยิ่งกว่า และลดมลพิษไอเสีย ด้วยการใช้ระบบเทอร์โบแปรผันหรือ VGT (Variable Geometry Turbocharger) เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ 2.5 ลิตร มีพละกำลัง 180 แรงม้า (132 กิโลวัตต์) ที่ 3,600 รอบต่อนาที แรงบิด 440 นิวตันเมตร (325 ฟุต-ปอนด์) ที่รอบต่ำ 2,000 รอบต่อนาที เครื่องยนต์รุ่นนี้ผ่านมาตรฐานไอเสียยูโร
ระบบส่งกำลังเป็นเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีดหรือเกียร์ธรรมดา 6 สปีดตามแต่รุ่นย่อย โดยระบบเกียร์ธรรมดา 6 สปีดได้รับการปรับแต่งอัตราทดเกียร์ใหม่
โคโลราโดพัฒนาบนระบบช่วงล่างที่มีความแข็งแกร่ง ห้องโดยสารถูกแยกจากระบบช่วงล่างด้วยยางรองตัวถัง ทำให้สามารถลดเสียงและแรงสั่นสะเทือนลง นอกจากนี้ ระบบกันสะเทือนชุดใหม่ยังถูกปรับตั้งพร้อมช็อกอัพแบบไดเกรสซีฟ ซึ่งช่วยให้โคโลราโดมีการขับขี่ที่สะดวกสบายและเสถียรภาพที่เหนือชั้น ระบบพวงมาลัยไฟฟ้า (EPS) ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายในการบังคับพวงมาลัยสำหรับการขับขี่ในเมืองและขณะจอดรถ และจะเพิ่มน้ำหนักขึ้นตามความเร็วในการขับขี่


ในเรื่องของความปลอดภัยยังคงมีความสำคัญสูงสุดสำหรับเชฟโรเลต และโคโลราโดรุ่นใหม่สะท้อนปรัชญานี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยระบบความปลอดภัยแบบแอคทีฟและแพสซีฟ (ขึ้นอยู่กับรุ่น) ทั้งระบบป้องกันล้อหมุนฟรีทั้งขณะออกตัวและในโค้ง Traction Control System (TCS), ระบบรองรับการเบรกกะทันหัน Panic Brake Assist (PBA), ระบบกระจายแรงเบรก Electronic Brake Force Distribution (EBD), ระบบควบคุมเสถียรภาพการทรงตัว Electronic Stability Control (ESC), ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชัน Hill Descent Control (HDC) และระบบป้องกันการไหลของรถเมื่อขึ้นทางชัน Hill Start Assist (HSA) พร้อมกับถุงลมนิรภัยคู่หน้าสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสาร ตลอดจนถุงลมนิรภัยป้องกันหัวเข่าสำหรับผู้ขับขี่

โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด โดดเด่นด้วยระบบแจ้งเตือนเมื่อออกจากช่องจราจร ระบบเตือนการชนด้านหน้า ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและหลัง และระบบตรวจสอบแรงดันลมยาง นอกจากนี้ยังมีเซ็นเซอร์ตรวจจับน้ำฝน ไฟหน้าเปิด/ปิดอัตโนมัติ และฟังก์ชั่นรีโมทสตาร์ท ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากเวลาจอดกลางแจ้งด้วยการสตาร์ทเครื่องยนต์ได้จากกุญแจ เพื่อให้ห้องโดยสารเย็นสบายก่อนขึ้นรถ ขณะที่ระบบช่วยเหลือการจอดด้านหน้าและกล้องมองหลังช่วยให้การขับขี่ในที่คับแคบมีความสะดวกง่ายดายมากขึ้น ฟังก์ชั่นอื่นๆ ยังรวมถึงกระจกหน้าต่างคู่หน้าที่เลื่อนลงเล็กน้อยเพื่อช่วยในการปิดประตู (ขึ้นอยู่กับรุ่น)


โคโลราโดใหม่เป็นรถกระบะรุ่นแรกในเซกเมนท์ที่รองรับการเชื่อมต่อแอปเปิล คาร์เพลย์ ทำให้ลูกค้าสามารถแสดงผลหน้าจอสมาร์ทโฟนขึ้นบนหน้าจอทัชสกรีนของตัวรถได้ สามารถใช้งานสิริ อายส์ฟรี และซอฟต์แวร์สั่งงานด้วยเสียง ทำให้ผู้ขับขี่สามารถสั่งงานด้วยเสียงโดยไม่ต้องละมือจากพวงมาลัย  ราคาจำหน่ายของรถกระบะเชฟ โรเลต โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุด เริ่มต้นที่ 594,000 บาท สำหรับรุ่นแอลเอส จนถึงราคา 1,068,000 บาท สำหรับรุ่นสูงสุดไฮ คันทรี่