สถานการณ์ตลาดรถยนต์ของประเทศไทยในปีที่ผ่านมา ถือว่าอยู่ในช่วงที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก แม้เหล่าบรรดาค่ายรถยนต์ต่างพยายามสรรหาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มาตอบสนองความต้องการของลูกค้า รวมถึงมีการออกแคมเปญโปรโมชั่นเพื่อกระตุ้นมากมาย แต่เนื่องด้วยสาเหตุจากปัญหาทางด้านเศรษฐกิจในประเทศที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้กำลังซื้อลดลง ผู้บริโภคใช้จ่ายลดลง ทำให้ตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์รวมในประเทศปิดตัวเลขอยู่ได้เพียง 799,594 คัน ไม่แตะหลัก 8 แสน อย่างเช่นที่ผู้บริหารค่ายรถยนต์ทุกค่ายเคยตั้งเป้าไว้เมื่อตอนต้นปี 58 ซึ่งในปีนี้สถานการณ์จะดี จะทรงตัว หรือจะเลวร้ายกว่าเดิมเพียงใด ติดตามความคิดเห็นของบรรดาผู้บริหารค่ายรถยนต์แต่ละค่ายว่ามองทิศทางตลาดรถยนต์ในบ้านเราอย่างไร

(ส.อ.ท.) ยันตัวเลขอุตสาหกรรมยานยนต์ยังเดินได้
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ รองประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงทิศทางของอุตสาหกรรมยานยนต์ในปี 2559 ว่าตลาดรถยนต์ภายในประเทศคงตัวเลขที่ 750,000 -780,000 คัน อันเนื่องมาจากการบริโภคบางส่วนได้ใช้ไปในช่วงปลายปี 2558 เพราะราคารถที่เปลี่ยนแปลงจากอัตราภาษีสรรพสามิตและการปล่อยค่าไอเสียของรถยนต์ ที่มีผลในวันที่ 1 มกราคม 2559 ที่ผ่านมา ดังนั้นกำลังซื้อโดยรวมของผู้บริโภคในปีนี้จะต่ำกว่า 2558 ซึ่งตลาดรถยนต์รวมในประเทศมียอดขายที่ 799,632 คัน เป็นยอดการผลิต 1,913,002 คัน คิดเป็นอัตราการเติบโตที่สูงกว่าปี 2557 ประมาณ 1.76% ส่วนยอดส่งออกมีอัตราเพิ่มขึ้นถึง 6.81% ประมาณ 1,204,000 คัน เพราะตลาดรถยนต์นั่งขนาดเล็กมีความต้องการในยุโรปและอเมริกาเหนืออย่างมาก ในปีที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์มีรายได้ถึง 892,623 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 6.88%
สำหรับตลาดส่งออกในปี 2559 คาดว่าจะมียอดขายส่งออก 1,200,000 – 1,500,000 คัน ส่วนยอดการผลิตคาดอยู่ที่ 2 ล้านคัน ซึ่งเป็นปริมาณการเติบโตไม่สูงมากนัก เพราะตลาดโลกมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ทั้งราคาน้ำมันที่ลดลง ค่าเงินที่อ่อนลงของญี่ปุ่นและรัสเซีย หรือแม้แต่ความไม่สงบของหลายประเทศ เป็นผลพวงให้กำลังซื้อในปีนี้อาจไม่โตมากนัก แต่ตลาดโลกยังเชื่อมั่นในศักยภาพของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยว่ายังมีอัตราการเติบโตได้ดี เพราะมีปัจจัยเอื้อจากตลาดอาเซียนที่กำลังพัฒนาประเทศ ทั้งพม่า กัมพูชา ลาว เวียดนาม ยังมีความต้องการรถยนต์ประเภทปิกอัพและรถบรรทุกใหญ่มาก ซึ่งไทยยังครองอันดับ 1 หรือประมาณ 48.49% ของสัดส่วนการส่งออกรถยนต์ในเอเซียน โดยเฉพาะรถยนต์นั่งขนาดเล็ก

โตโยต้า คาดตลาดรถยนต์ไทยปี 59 ลดลง 10% เหลือ 7.2 แสนคันหวังอีก 2 ปีตลาดฟื้น
มร.เคียวอิจิ ทานาดะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค มาร์เก็ตติ้ง แอนด์ เซลส์ ,กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ เอเชีย แปซิฟิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวถึงสถิติยอดขายรถยนต์ในประเทศไทยปี 2558 ซึ่งปิดตัวเลขอยู่ที่ 799,594 คัน ลดลง 9.3% โดยตลาดรถเพื่อการพาณิชย์มียอดขายลดลง 2.2% ตลาดรถยนต์นั่งมียอดขายลดลง 19.1% แต่ภาพรวมนั้นประเทศไทยมียอดขายรวมสูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มประเทศเอเชีย แต่อย่างไรก็ตามถือได้ว่าเป็นปีที่ค่อนข้างยากลำบาก เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวต่อเนื่อง ส่งผลให้กำลังซื้อโดยรวมยังจำกัด รวมถึงความผันผวนของสภาวะเศรษฐกิจโลก ส่งผลให้ภาคธุรกิจและภาคครัวเรือนระมัดระวังเรื่องการลงทุนและใช้จ่าย แม้ว่าจะมีกำลังซื้อเร่งเข้ามาในช่วงปลายปีก่อนการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่
โตโยต้ามียอดขายที่ประเทศไทย 266,005 คัน ลดลง 18.7% แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 105,398 คัน ลดลง 30.6% รถเพื่อการพาณิชย์ 160,607 คัน ลดลง 8.4% และรถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ 151,117 คัน ลดลง 8.3.% ด้านการส่งออกในปีที่ผ่านมา โตโยต้าได้ส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปจำนวน 376,763 คัน ลดลง 12%
สำหรับแนวโน้มตลาดรถยนต์ปี 2559 มีปัจจัยบวกจากการเร่งเบิกจ่ายเงินลงทุนของภาครัฐ การส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน และความพยายามในการเพิ่มส่งออก แต่เนื่องจากกำลังซื้อบางส่วนเกิดขึ้นล่วงหน้าในช่วงปลายปี 2558 ก่อนการปรับภาษีสรรพสามิตใหม่ ดังนั้นจึงคาดว่าจะมียอดขายรวมทั้งหมด 720,000 คัน ลดลงประมาณ 10.0% จากปีที่ผ่านมา โดย โตโยต้า ตั้งเป้าหมายการขายสำหรับตลาดรถยนต์ในประเทศสำหรับปีนี้ไว้ที่ 240,000 คัน แบ่งเป็นรถยนต์นั่ง 89,000 คัน ลดลง 15.3% รถเพื่อการพาณิชย์ 151,000 คัน ลดลง 6.0% และ รถกระบะ 1 ตัน (รวมรถกระบะดัดแปลง) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของยอดขายรถเพื่อการพาณิชย์ 144,500 คัน ลดลง 4.4% สำหรับเป้าหมายการส่งออกรถยนต์สำเร็จรูปของโตโยต้าในปีนี้อยู่ที่ประมาณ 370,000 คัน ซึ่งโตโยต้า คาดการณ์ว่าตลาดรถยนต์ในประเทศจะกลับมาดีขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า

ฮอนด้าคาดตลาดรวมรถยนต์ปีนี้เสมอตัว ยังคงเดินหน้าเปิดตัวรถใหม่อย่างต่อเนื่อง
นายพิทักษ์ พฤทธิสาริกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารปฏิบัติการ บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ยอดขายรถยนต์ในปี 2559 เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2558 คาดว่าตลาดรถยนต์รวมจะอยู่ที่ 750,000 คันโดยมีปัจจัยบวกคือ จีดีพีที่มีการประเมินว่าจะอยู่ที่ 3% นอกจากนั้นแล้วการที่ภาครัฐมีการกระจายเม็ดเงินเข้าสู่ชุมชน จะทำให้เกิดการใช้จ่ายหมุนเวียนขึ้น อย่างไรก็ตามมีปัจจัยเสี่ยงที่เป็นกังวลคือการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่จะทำให้ราคารถยนต์มีการเปลี่ยนแปลงไป และผู้บริโภคบางส่วนมีการตัดสินใจซื้อตั้งแต่ปลายปี 2558 ไปแล้ว
“เศรษฐกิจในปี 2559 คาดว่าไม่แตกต่างจากปี 2558 อาจจะดีขึ้นกว่าเล็กน้อย เพราะความชัดเจนในเรื่องอัตราภาษีต่างๆที่ออกมากน่าจะสะท้อนตลาดที่ชัดเจนขึ้น เราประเมินว่ายอดขายรถน่าจะพอๆกับปีที่แล้ว ส่วนการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงรุนแรง ในส่วนของฮอนด้ายังคงเดินหน้าเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะรถประเภทเอสยูวี ซึ่งเรามองเห็นอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรถในกลุ่มนี้ เราจึงได้นำโปรดักส์ของเอสยูวีเข้ามาตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคแบบครอบคลุมคือ ทั้งซีอาร์วี เอชอาร์วี และบีอาร์วี”

มาสด้า คาดปี 59 ยังโตได้โดยเฉพาะตลาดเอสยูวี
มร.ฮิเดสึเกะ ทาเกสึเอะ ประธานบริหาร บริษัท มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึง ตลาดรถยนต์และสภาวะเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา พบว่าพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไป มีความต้องการรถยนต์ที่สามารถตอบโจทย์กับการใช้งานอย่างครบครัน มีการค้นหาเปรียบเทียบข้อมูล ไตร่ตรองมากขึ้น และไม่บริโภคสินค้าตามเทรนด์กระแสของตลาด ทำให้มาสด้าต้องเพิ่มช่องทางการสื่อสารให้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการสื่อสารในรูปแบบดิจิตอล
ในปี 2558 ที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีแห่งความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ของมาสด้า จากยอดจำหน่ายรถยนต์รวมจำนวนทั้งสิ้น 797,000 คันโดยประมาณ เป็นยอดขายรถยนต์มาสด้าที่ทะลุเป้าถึง 39,471 คัน ซึ่งมาสด้าเป็นค่ายเดียวที่ยอดขายพุ่งขึ้นได้สูงสุดถึง 15% เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2557 ที่ผ่านมา ที่มียอดขายอยู่ที่ 34,326 คัน และสามารถครองส่วนแบ่งตลาดได้ตามเป้าหมาย คือ 5%
สำหรับตลาดรถยนต์ไทยในปีนี้ คาดว่าไตรมาสแรกจะยังได้รับผลกระทบจากกำลังซื้อล่วงหน้าของผู้บริโภคในช่วงปลายปี ก่อนเปลี่ยนแปลงอัตราภาษีสรรพสามิต ดังนั้นสภาวะตลาดน่าจะเข้าสู่ปกติในช่วงครึ่งปีหลัง โดยจะเป็นการเติบโตขึ้นอย่างช้าๆ ตนยังเชื่อมั่นว่าตลาดรถยนต์ในปีนี้จะมียอดขายทะลุ 8 แสนคัน อันเนื่องมาจากกำลังซื้อยังมีอยู่อีกมาก โดยเฉพาะรถยนต์นั่งและรถอเนกประสงค์เอสยูวีที่มีให้เลือกหลากหลาย อีกหนึ่งปัจจัยจากนโยบายการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ที่เริ่มมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ที่ผ่านมา ซึ่งคิดตามอัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) แทนการคิดตามความจุกระบอกสูบ มีรถยนต์ในหลายๆรุ่น ปรับราคาลดลงด้วยเช่นกัน ซึ่งตนยังคงมองเห็นช่องทางการตลาดและการขายเพื่อให้เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคอย่างแท้จริง


อีซูซูมั่นใจดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ฉลุย
คุณปนัดดา เจณณวาสิน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวเกี่ยวกับอีซูซุไว้ครั้งไปทดสอบรถอีซูซุ ดีแมคซ์ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ที่ประเทศญี่ปุ่นว่า สำหรับอีซูซุแล้ว ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในโลก เพราะประเทศไทยมียอดขายเกินครึ่งหนึ่งของตลาดรวมทั้งหมดของอีซูซุทั่วโลก ทั้งนี้เพราะอีซูซุได้ย้ายฐานการผลิตปิกอัพและรถอเนกประสงค์ MU-X มาอยู่ที่ประเทศไทยตั้งแต่ 2545 เพื่อทำตลาดส่งออกไปขายทั่วโลกมากกว่า 120 ประเทศ ดังนั้นอีซูซุในประเทศไทยถือเป็นผู้กำหนดทิศทางการตลาดอยู่แล้ว สำหรับปีนี้อีซูซุคงต้องรักษาส่วนแบ่งการตลาดของตัวเองให้ดี ซึ่งเชื่อมั่นว่าทำได้เพราะมีรถรุ่นใหม่ ปิกอัพ อีซูซุ 1.9 ดีดีไอ บลูเพาเวอร์ นวัตกรรมเปลี่ยนโลก เครื่องยนต์เจนเนอเรชั่นใหม่ที่มีค่า CO2 ต่ำจนสามารถรองรับมาตรฐาน EURO6 ได้ อีกทั้งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี มียอดจองเข้ามากว่า 5,000 คัน ซึ่งเป็นเกียร์ธรรมดาเท่านั้น ส่วนเกียร์ออโตเมติคคงจะพัฒนาต่อมาเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าเป็นลำดับถัดไป

ซูซูกิเดินหน้าลุยคาดหวังยอดขาย 2.4 หมื่นคัน
มร. โยจิ มุโรซากะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง ผลประกอบการของบริษัทในปี 2558 ที่ผ่านมามียอดขาย 21,285 คัน เพิ่มขึ้นกว่าปี 2557 ถึง 5.5% โดยมีส่วนแบ่งการตลาด 2.66% ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวอย่างต่อเนื่อง ซูซูกิสามารถทำยอดขายให้เติบโตขึ้นได้ จากรถยนต์รุ่นซูซูกิ สวิฟท์ และซูซูกิ เซเลริโอ้ ยังได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี อีกประการหนึ่งบริษัทได้เปิดตัวซูซูกิ เซียส และ ซูซูกิ เซียส อาร์เอส ที่มาพร้อมชุดแต่งสไตล์โมเดิร์นสปอร์ตรอบคัน เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์ความเป็น Sporty Eco car สำหรับคนรุ่นใหม่ และช่วยตอบรับกระแสนิยมของลูกค้าให้เข้าถึงรถยนต์ที่มีมาตรฐานสูงทั้งด้านความปลอดภัยและประหยัดพลังงาน รูปลักษณ์อันโฉบเฉี่ยว และในราคาที่เหมาะสม สามารถครองความนิยมจากผู้บริโภคและมียอดขายเติบโตอย่างชัดเจน
สำหรับแผนการตลาดในปี 2559 นี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายที่ 2.4 หมื่นคัน คาดเป็นยอดจากซูซูกิ สวิฟท์ 9 พันคัน ซูซูกิเซียส 9 พันคัน ซูซูกิ แครี่ 3 พันคัน ซูซูกิ เซเลริโอ 2 พันคัน ซูซูกิ เออร์ติกา 1 พันคัน คิดเป็นอัตราการเติบโตประมาณ 13% และคาดหวังส่วนแบ่งการตลาดประมาณ 3% แม้ว่าตลาดโดยรวมจะชะลอตัวจากปัญหาเศรษฐกิจและปัจจัยลบหลากหลาย ด้านโดยเฉพาะอัตราภาษีใหม่ แต่ซูซูกิมั่นใจว่านโยบายการตลาดและกลยุทธ์การตลาดในส่วนของสปอร์ต มาร์เก็ตติ้งจะฉุดให้ยอดขายเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับซูซูกิมีแบรนด์ แอมบาสเดอร์ อย่างคุณซิโก้-เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง ที่มีบุคลิกลักษณะที่สอดคล้องกับผลิตภัณฑ์ของซูซูกิเป็นอย่างดี และถือเป็นตัวช่วยสำคัญในการส่งเสริมให้แบรนด์ซูซูกิได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก

เมอร์เซเดส-เบนซ์ แจงปี 58 จบสวยครองแชมป์รถหรูต่อเนื่อง 15 ปี 
ปีนี้เน้นกลยุทธ์ “THE BEST” ส่งดาวใหม่ลงตลาด 20 ดวงรวด
มร.ไมเคิล เกรเว่ ประธานบริหาร บริษัท เมอร์เซเดส เบนซ์(ประเทศไทย) จำกัด เผยถึง ผลประกอบการประจำปี 2558 ที่ผ่านมา เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประสบความสำเร็จด้วยการสร้างยอดจำหน่ายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่ปี 2542 โดยยอดขายทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคล และรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ตลอดทั้งปีอยู่ที่ 12,776 คัน เติบโต 12.7% เมื่อเทียบกับปี2557 ที่มียอดขาย 11,328 คัน ในขณะที่ยอดขายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลมียอดขายทั้งสิ้น 12,671 คัน ไม่รวมยอดขายในเดือนธันวาคมที่ 2,761 คัน เติบโต 47.10% (ธันวาคม 2557: 1,877 คัน ) และยอดขายในไตรมาสที่สี่อยู่ที่ 4,775 คัน ทั้งนี้ถือเป็นยอดขายสูงสุดในประวัติศาสตร์ และยังครองอันดับ 1 ในกลุ่มตลาดรถหรูต่อเนื่องเป็นปีที่ 15 อีกด้วย
โดยความสำเร็จดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่บริษัทฯ มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับการนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ และไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายของลูกค้าในทุกเซ็กเมนท์อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ในปี 2558 บริษัทฯ ได้เปิดตัวรถยนต์ทั้งสิ้น 21 รุ่น ครอบคลุมใน 3 กลุ่มหลักได้แก่ กลุ่ม Compact Car  กลุ่ม Contemporary Luxury ทั้งหมด 7 รุ่น และกลุ่ม Dream Car  พร้อมกันนี้ยังชูกลยุทธ์ “THE BEST” สำหรับปี 2559 เพื่อสร้างความต่อเนื่อง ในการนำเสนอ “สิ่งที่ดีที่สุด” ให้กับลูกค้า ประเดิมด้วยการเปิดตัว รถยนต์เทคโนโลยีปลั๊กอินไฮบริด ครั้งแรกในประเทศไทย รุ่น S500e และ C350e อีกทั้งยังเตรียมนำเสนอขบวนรถใหม่ปีนี้อีกกว่า 20 รุ่นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าในทุกเซ็กเมนท์สานต่อแผนการตลาดที่เน้นลูกค้าเป็นสำคัญด้วยกิจกรรมซีอาร์เอ็มแคมเปญบริการหลังการขายพร้อมผนึกกำลังดีลเลอร์ทั่วประเทศสร้างความใกล้ชิดและมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าเพื่อรักษาฐานลูกค้าเก่าและเพิ่มลูกค้าใหม่ไปพร้อมกัน
นอกจากนี้ยังมุ่งเน้นพัฒนาการบริการหลังการขายให้ดีและต่อเนื่องที่สุดด้วยการจัดกิจกรรมเวิร์คช้อปเพื่อพัฒนาบุคลากรด้านช่างเพื่อเพิ่มศักยภาพในการดูแลลูกค้าให้แก่ผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการของเบนซ์ทั่วประเทศซึ่งปัจจุบันมีอยู่จำนวน 31 แห่งโดยแบ่งเป็น 16 แห่งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และอีก 15 แห่ง ในต่างจังหวัดทั้งยังมีแผนที่จะเปิดโชว์รูมเพิ่มอีก 5 แห่ง ภายในปี 2560 

ฟอร์ด ปลื้มส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้น
มร.มาร์ค คอฟแมน ประธานฟอร์ด อาเซียน ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประกาศยอดขายรวมในภูมิภาคอาเซียนประจำปี 2558 สร้างสถิติการขายรถที่ 103,975 คัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3.3 เปอร์เซ็นต์ พร้อมเดินหน้าผลักดันยอดขายในภูมิภาคอาเซียนในปี 2559 ต่อไป ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมนำเสนอเทคโนโลยีอันล้ำสมัยในรถยนต์มาตรฐานระดับโลกอย่างต่อเนื่อง
สำหรับยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ของฟอร์ดในภูมิภาคอาเซียนนี้ได้รับแรงหนุนจากยอดขายที่ดีทั้งปีในประเทศฟิลิปปินส์ เวียดนาม และกัมพูชา รวมถึงส่วนแบ่งการตลาดที่เพิ่มขึ้นในประเทศไทย ท่ามกลางความท้าทายของอุตสาหกรรมยานยนต์ภายในประเทศที่ต้องเผชิญกับยอดขายที่ลดลงอย่างต่อเนื่องติดต่อกันเป็นปีที่ 3 แต่ฟอร์ด ประเทศไทย ยังคงเป็นผู้นำในการสร้างยอดขายที่แข็งแกร่งในภูมิภาคอาเซียนอย่างต่อเนื่อง โดยมียอดขายรวมตลอดทั้งปีที่ 36,463 คัน ความสำเร็จของฟอร์ด ประเทศไทย ได้รับแรงหนุนที่ดีที่สุดเป็นประวัติการณ์ของฟอร์ด เรนเจอร์ ที่เพิ่มขึ้นถึง 24%จากปี 2557มาอยู่ที่ 3,025 คัน ซึ่งทำให้เรนเจอร์ มียอดขายรวมถึง 23,846 คัน และส่งผลให้ฟอร์ดสามารถครองส่วนแบ่งตลาดรถกระบะในปี 2558 เพิ่มขึ้น 0.8 จุด มาอยู่ที่ 7.3 %


ทาทา ตั้งเป้ายอดขายไว้ 5,000 คันในทุกเซ็กเมนท์
มร.ซานเจย์ มิชรา กรรมการผู้จัดการ ทาทา มอเตอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า จากสถานการณ์ตลาดรถยนต์ที่ซบเซาในปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำยอดขายได้ 1,300 คัน เนื่องจากโปรดักซ์ทาทา ซีนอนและทาทา ซุปเปอร์เอช ที่ปรับเปลี่ยนทำตลาดได้เพียง 9 เดือน ถึงมีนาคมปีนี้ คาดว่าจะทำยอดขายได้ 2,000 คันตามเป้าหมายที่วางไว้
ส่วนในปี 2559 ทาทา มอเตอร์ มองว่าตลาดอุตสาหกรรมในประเทศไทยน่าจะคึกคักสดใสขึ้นบ้าง จากการเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน ซึ่งน่าจะส่งผลดีกับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ คาดการณ์ว่าตัวเลขยอดขายรวมของตลาดรถยนต์ไทยน่าจะปิดตัวเลขไม่ต่ำกว่า 800,000 - 850,000 คัน เสียด้วยซ้ำ เพราะประเทศในอาเซียนหลายแห่งกำลังพัฒนาจะต้องรถในเชิงพาณิชย์ มาก น่าจะเป็นทิศทางบวกให้กับตลาดได้บ้าง ทั้งนี้บริษัทยังคงตอกย้ำภาพของความเป็นรถเพื่อการพาณิชย์ต่อไป ซึ่งถือว่าเป็นจุดแข็งของแบรนด์ พร้อมกันนี้บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์รถบรรทุกใหญ่ “แดวู” (Daewoo) แบรนด์ใหม่ภายใต้แบรนด์ ทาทา แดวู คอมเมอร์เชียล ซึ่งเป็นรถนำเข้าจากประเทศสาธารณรัฐเกาหลี (เกาหลีใต้) ทั้งคัน โดยการเปิดตัวครั้งนี้เราได้แนะนำรถบรรทุกใหญ่พร้อมกันทีเดียว 2 รุ่น แดวู โนวัส เอสอี รถหัวลาก 10 ล้อ แบบ 6x4 ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล DV-11 แบบ 6 สูบ เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ 10,964 ซีซี 420 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 1,834 นิวตัน-เมตร ที่ 1,100 รอบต่อนาที และแดวู โนวัส มิกเซอร์ รถผสมปูน 10 ล้อ แบบ 6x4 ที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล DL08 แบบ 6 สูบ เทอร์โบอินเตอร์คูลเลอร์ 7,640 ซีซี 320 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 1,323 นิวตัน-เมตร ที่ 1,200 รอบต่อนาที

ซันยอง ตั้งเป้าปีนี้ 600 คัน เพราะมีโมเดลใหม่พร้อมเปิดตลาด
นายวิรัตน์ ผลประดับ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ซันยอง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในปี 2558 แม้ว่าตลาดรถยนต์โดยรวมของประเทศไทยจะอยู่ในช่วงขาลง สำหรับซันยองถือว่าไม่พลาดไปจากคาดการณ์นัก สามารถทำยอดขายได้ใกล้เคียงกับเป้าที่ตั้งไว้ 500 คันโดยที่รถรุ่น Stavic ยังคงเป็นเรือธงที่ขายได้กว่า 70% ของยอดรวม
“สำหรับในปี 2559 คาดการณ์ว่าตลาดโดยรวมน่าจะยังคงปรับตัวลดลงจากปีที่แล้ว แต่เราก็ยังมั่นใจว่า บริษัทฯ จะสามารถทำยอดขายได้สูงกว่าปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่า 15% โดยตั้งเป้ารวมทุกรุ่นไว้ที่ 600 คัน ทั้งนี้เนื่องจากจะมีการนำรถรุ่นใหม่เข้ามาเสริมทัพอีก โดยคาดว่าจะมีการแนะนำรถรุ่นใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 4
พร้อมกันนี้ยังคงมุ่งเน้นในการพัฒนาด้านการบริการหลังการขายให้มีประสิทธิ์ที่ภาพมากขึ้น โดยตั้งเป้าในการเปิดศูนย์บริการทั้งในกรุงเทพและตามหัวเมืองใหญ่ภายในปีนี้ประมาณ 3-5 แห่ง ตลอดจนจะทำการขยายพื้นที่ของศูนย์บริการที่สำนักงานพระราม 9 โดยวางแผนที่จะเพิ่มช่องซ่อมอีก 8 ช่องซ่อม เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมในการให้บริการที่รวดเร็วทันต่อการเติบโตของยอดขายที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งยังให้ความมั่นใจในการสต๊อกอะไหล่ โดยเฉพาะอะไหล่สิ้นเปลืองที่จำเป็นต้องใช้งานอยู่เสมอ ด้วยปริมาณอะไหล่คงคลังมากกว่า 12 ล้านบาท โดยเพื่อเป็นการให้ความมั่นใจต่อลูกค้า บริษัทฯ ยินดีที่จะมอบอะไหล่สิ้นเปลืองชิ้นที่บริษัทฯ ไม่สามารถจัดหาให้ลูกค้าได้ภายในเวลา 7 วันทำการ ฟรี ๆ โดยไม่มีการเก็บเงินสำหรับอะไหล่ชิ้นนั้น

ยูไนเต็ด มอเตอร์สฯ เผยปี 59 เสริมนโยบายรับกระแสฟู้ดทรัคต่อเนื่อง
นายพิทยา ธนาดำรงศักดิ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ยูไนเต็ด มอเตอร์ส จำกัด เผยตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ในเครือยูไนเต็ด มอเตอร์ส ในปี 2558 เป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทฯ ได้ตั้งไว้ตั้งแต่ตอนต้นปี โดยสามารถปิดตัวเลขยอดจำหน่ายรถยนต์ทั้งแบรนด์ตงฟงและโฟตอน รวมทั้งสิ้นได้ 1,500 คัน แบ่งเป็น รถกระบะเชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก แบรนด์ตงฟง 1,200 คัน และรถตู้อเนกประสงค์ 16 ที่นั่ง แบรนด์โฟตอน 300 คัน
สำหรับในปี 2559 บริษัทฯ ได้ตั้งเป้ายอดจำหน่ายรถยนต์ทั้ง 2 แบรนด์ ไว้ที่ 1,700 คัน  โดยแบ่งเป็น รถกระบะเชิงพาณิชย์ขนาดเล็ก แบรนด์ตงฟง 1,200 คัน และรถตู้อเนกประสงค์ 16 ที่นั่ง แบรนด์โฟตอน 500 คัน ซึ่งในส่วนของรถกระบะเชิงพาณิชย์ขนาดเล็กตงฟง บริษัทฯ ยังคงตั้งเป้าไว้เท่าเดิมหรือใกล้เคียงเดิม ทั้งนี้บริษัทพยายามพัฒนาโปรดักส์เพื่อรองรับกระแสการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปโดยได้จับมือร่วมกับผู้ประกอบการเฟรนไชส์หลายราย ออกแบบและพัฒนาฟู้ดทรัคของแบรนด์ตงฟงในแบบสำเร็จรูป ให้ลูกค้าสามารถซื้อรถแล้วนำไปประกอบธุรกิจได้ทันที และยังมีแผนด้านการเงินไว้รองรับ ทั้งในรูปแบบการดาวน์น้อย ผ่อนนาน หรือดาวน์ปกติ แต่ดอกเบี้ย 0% นาน 48 เดือน เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้แล้ว ในปี 2559 บริษัทฯ ได้มีแผนที่จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้แบรนด์ตงฟง เพื่อเสริมไลน์ผลิตภัณฑ์ และช่วยตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้า โดยจะเป็นรถบรรทุก 4 ล้อใหญ่ ซึ่งตัวรถจะหนักประมาณสองตัน และสามารถบรรทุกของได้หนักประมาณสองตันครึ่ง เหมาะสำหรับผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางที่ใช้ในการขนส่งจริงๆ โดยข้อดีของรถคันนี้คือไม่มีติดเวลาห้ามวิ่งในส่วนของถนนเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

เกรย์มาร์เก็ตระส่ำ ทุกค่ายปรับตัวหาทางรอด
สำหรับกลุ่มผู้จำหน่ายรถยนต์นำเข้าอิสระ ในปีที่ผ่านมาก็ถือได้ว่าประสบปัญหาต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะในส่วนของภาครัฐที่มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบของการเก็บภาษีใหม่ กระทบต่อการทำธุรกิจรถยนต์นำเข้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในปีนี้ดูแล้วก็ยังคงมีปัญหาที่ต้องตามแก้ไขกันตลอดปี จนกว่าจะได้รับความชัดเจนจากภาครัฐ เป็นเหตุค่ายต้องหันหัวเบนเข็มปรับกลยุทธ์กันยกใหญ่ เพื่อหาทางอยู่รอดในตลาดให้ได้

Benz NK ชูศูนย์รวมเบนซ์มือสองครบวงจรอันดับ 1
นายพิตินันทน์ กฤษดาธานนท์ กรรมการ ผู้จัดการ เบนซ์ เอ็น.เค. ออโต้ อิมพอร์ตฯ เผยแผนการตลาดในปี 2559 ยังคงเน้นนโยบายสร้างความเชื่อมั่นและสร้างประสบการณ์พิเศษใหม่ๆให้กับลูกค้า พร้อมเดินหน้าตอกย้ำนโยบายหลักของบริษัท “ที่เดียวจบ! ครบทุกความต้องการ” ที่จะใช้เป็นทิศทางในการทำธุรกิจของบริษัทฯ หวังสร้างความพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้าในทุกๆ ด้าน ถึงวันนี้ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีไม่ว่าจะเป็น Benz NK Auto Import ศูนย์จำหน่ายรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ใหม่นำเข้าป้ายแดง, NK Revolution ศูนย์จำหน่ายรถใหม่แบบ Multi Brand จากทุกมุมโลก,Benz NK Certified Used Car ศูนย์รวมรถใช้แล้ว คุณภาพคัดพิเศษเกรด A และ NK Service Center ศูนย์บริการมาตรฐานขนาดใหญ่ 50 ช่องซ่อม
ทิศทางการทำตลาดในช่วงครึ่งปีแรกนี้จะเน้นการทำตลาดรถยนต์มือสองภายใต้ชื่อ Benz NK Certified Used Car ซึ่งได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากว่า 50 ปีเป็นเครื่องการันตีถึงชื่อเสียงและคุณภาพ โดยปัจจุบันมีรถให้เลือกรวมกันทั้งรถใหม่และรถมือสองมากกว่า 150 คัน โดยถือเป็นศูนย์รวมรถเบนซ์ที่มีรถให้เลือกมากที่สุดในไทย พร้อมความมั่นใจจากทีมงานมืออาชีพที่คอยให้คำปรึกษาและประเมินราคารถยนต์คันเดิมในราคาที่สูงกว่า เนื่องจากบริษัทฯ รับรถเข้ามาขายเองโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง รวมถึงการคัดสรรคุณภาพรถทุกคัน เน้นเฉพาะรถเบนซ์ปีใหม่ ไมล์น้อย การันตีเลขไมล์แท้ทุกคัน ตรวจสอบด้วยเครื่อง Star Diagnosis ผ่านการตรวจเช็คสภาพกว่า 120 จุด พร้อมใช้งานทันทีโดยทั้งหมดถือเป็นความได้เปรียบของบริษัทฯ ที่มีรถยนต์ให้เลือกซื้อและขายที่เดียวจบครบทุกความต้องการอย่างแท้จริง


BRG GROUP รุกตลาดต่อเนื่อง ชูบริการหลังขาย ตั้งเป้าโต 550 คัน
นายสมศักดิ์ ศรีรัตนประภาส ประธานกรรมการบริหาร BRG Group กล่าว่าในปี 2559 นี้ BRG Group มีนโยบายในการรุกตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าจำหน่ายรถยนต์ในเครือ รวมทั้งสิ้น 550 คัน เพิ่มขึ้นจากปีที่แล้วเพียงเล็กน้อย ซึ่งทำยอดจำหน่ายได้ 523 คัน ทั้งนี้เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโดยรวมมีการชะลอลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์ได้รับผลกระทบจากโครงสร้างภาษีใหม่ที่มีการจัดเก็บตามอัตราการปล่อยไอเสีย ซึ่งขณะนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของอุปกรณ์ในการตรวจสอบมาตรฐานไอเสียที่มีปริมาณไม่เพียงพอและไม่สามารถตรวจสอบมาตรฐานไอเสียรถยนต์ทุกรุ่นที่นำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทยด้วย ด้วยเหตุนี้อาจมีผลต่อการแจ้งราคาจำหน่ายให้แก่ลูกค้าที่ต้องการซื้อรถยนต์รุ่นนั้น และกระทบต่อยอดจำหน่ายรถยนต์ ซึ่งคาดว่าทางกระทรวงการคลังและกระทรวงอุตสาหกรรมจะแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างเร่งด่วน
สำหรับตลาดธุรกิจผู้นำเข้าอิสระในปีนี้ คาดว่าการแข่งขันจะยังคงทวีความรุนแรงอย่างแน่นอน โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดแคมเปญส่งเสริมการจำหน่าย ลดแลกแจกแถม ที่ทุกค่ายมีจัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ BRG Group จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพด้านการจำหน่ายและด้านบริการให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น และตอบสนองต่อไลฟ์สไตล์ และความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ผู้บริโภคคนไทย โดยในปีนี้ทางบริษัทฯ จะมีการแนะนำรถยนต์รุ่นใหม่อีกหลายรุ่น อาทิ โมค (Moke) รถยนต์คลาสสิคจากอังกฤษ, เมอร์ซิเดส เบนซ์, ฟอร์ด, ออดี้, ปอร์เช่ และแบรนด์รถยนต์จากญี่ปุ่น เครื่องยนต์ขนาด 1000 ซี.ซี.อีก 1 รุ่น นอกจากนี้ยังมีชุดแต่งสไตล์สปอร์ตจาก Carlsson และ M-z Speed ชุดแต่งชื่อดังจากญี่ปุ่น
ในด้านบริการ ทาง BRG Group มีนโยบายที่จะลงทุนในการก่อสร้างและเปิดศูนย์บริการหลังการขายเพิ่มขึ้นอีก 1 แห่ง เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าที่มีการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยศูนย์บริการแห่งใหม่นี้จะมีบริการครบวงจรแบบ One Stop Service ได้แก่ แผนกตรวจเช็ค เครื่องยนต์ สี และตัวถัง พร้อมบริการอื่นๆ อาทิ งานซ่อมลายไม้ เบาะหนัง การเปลี่ยนกระจกบังลม รวมทั้งบริการขัดเคลือบสี จาก AutoWorks ทั้งยังมีการจัดเตรียมอะไหล่รถยนต์ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค พร้อมการรับประกันคุณภาพอะไหล่แท้ 1 ปีเต็ม
สำหรับการเปิดศูนย์บริการหลังการขาย คาดว่าจะทำให้ BRG Group มีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากปีที่แล้ว 10% จากเดิมมีรายได้ 152 ล้านบาท จะเพิ่มขึ้นเป็น 167 ล้านบาท ขณะนี้ อยู่ในระหว่างการหาทำเลและสถานที่ตั้ง คาดว่าจะสามารถเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในช่วงไตรมาสที่ 3