สรุปประเด็นสัมภาษณ์ มร. เคอิจิ ชูมะ กรรมการผู้จัดการ

บริษัท ไทยบริดจสโตน จํากัด              

                            

การนำเสนอโซลูชั่นของบริดจสโตน 3.0 จะครอบคลุมกับยางทั้ง 3 แบรนด์ที่มีการจำหน่ายในประเทศไทย ซึ่งได้แก่ บริดจสโตน (Bridgestone) ไฟร์สโตน (Firestone) และเดตัน (Dayton) โดยเป็นโซลูชั่นที่เน้นตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าเป็นหลัก ทั้งนี้เป็นการนำกลยุทธ์จาก Global มาประยุกต์ใช้ในแต่ละ Local ดังนั้นโซลูชั่นนี้จะมีเทคโนโลยีที่เป็นแม่บทอยู่แล้ว เช่น Webfleet จากนั้นแต่ละประเทศจะมีหน้าที่ปรับแต่ง และออกแบบโซลูชั่นให้ออกมาสอดคล้องกับความต้องการของลูกค้า โดยนำข้อมูลและความเชี่ยวชาญเรื่องยางของบริดจสโตน มารวมกับเทคโนโลยีที่มีในประเทศนั้น

วิกฤติโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบกับธุรกิจต่าง ๆ เป็นอย่างมากและส่งผลให้ยอดจำหน่ายยางของ บริดจสโตนหดตัวลงตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 หากแต่ในเดือนกรกฎาคมในปีเดียวกัน ยอดขายเริ่มฟื้นตัวเป็นลำดับด้วยแรงสนับสนุนจากทีมงาน ลูกค้า และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของรัฐบาล บริดจสโตนจึงคาดหวังว่าผลประกอบการในปีนี้จะสามารถเติบโตได้เท่ากับปี 2019

แม้ว่าจะได้รับผลกระทบจากโควิด-19 แต่บริดจสโตนยังคงยืนยันความเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดยางรถยนต์เมืองไทย โดยในตลาดยางเล็ก บริดจสโตนได้ market share เพิ่มมา 1% ในขณะที่ตลาดยางรถบรรทุกหรือยางใหญ่ยังคงสามารถรักษา market share ไว้ได้เท่าเดิม โดยผลประกอบการของบริดจสโตนในปี 2020 ตัวเลขจะสอดคล้องกับการเติบโตของตลาด คือ ยางใหญ่ลดลง 15 % ผลประกอบการของเราก็ลดลง 10-15% ส่วนยางเล็กลดลง 5% แต่สำหรับผลประกอบการในปี 2021 เราคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5-6% ตามการคาดการณ์การเติบโตของตลาดเช่นกัน

ภาพรวมของตลาดยางรถยนต์แบ่งออกเป็น 2 ตลาด ได้แก่ ตลาดยางใหญ่ และตลาดยางเล็ก สภาวะตลาดในช่วงปี 2020 เมื่อเทียบกับปี 2019 ลดลงทั้ง 2 ตลาด จากความต้องการยางที่ลดลง โดยตลาดยางใหญ่ หรือตลาดรถบรรทุกและรถโดยสารลดลงประมาณ 15% เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่เข้าไทย ทำให้รถบัสของแต่ละบริษัทจะจอดนิ่งอยู่กับที่ บวกกับธุรกิจขนส่งหรือโลจิสติกส์ในช่วงโควิดต้องการลดต้นทุน ปรับเปลี่ยนการใช้รถบรรทุกมาใช้รถปิกอัพหรือรถหกล้อที่ใช้ยางเล็กสำหรับตลาดยางเล็กลดลง 5% เพราะคนเดินทางน้อยลง อย่างไรก็ตามบริดจสโตนคาดการณ์ว่าปีนี้ความต้องการในตลาดยางเล็กจะอยู่ที่ประมาณ 10.2 ล้านเส้น และยางใหญ่ประมาณ 1.5 – 1.7 ล้านเส้น

ทั้งนี้ในส่วนตลาดยาง OEM ก็ได้รับผลกระทบมากเช่นเดียวกันตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 เป็นเทรนด์เดียวกับที่ตลาดรถหดตัว อยากให้อิงว่าตลาดรถลงเท่าไหร่ ตลาดยางก็ลงประมาณเดียวกัน

ปีนี้เราคาดว่าตลาดยางใหญ่จะฟื้นตัวกลับมาได้  7% จากที่ลดลง 15% ในปีที่แล้ว แต่ต้องดูปัจจัยสถานการณ์การขนส่งโลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวหลังจากเปิดประเทศมาแล้วว่าจะมีโอกาสเติบโตได้แค่ไหนจึงคาดการณ์ไว้แค่ครึ่งเดียวก่อน ส่วนยางเล็กเราคาดการณ์ว่าจะกลับมาเท่ากับปี 2019 ซึ่งคิดเป็นอัตราการเติบโตขึ้น 5%

โซลูชั่นของบริดจสโตนที่นำเสนอมานี้ถูกออกแบบมาให้ตอบโจทย์ลูกค้าครอบคลุมทั้งยางเล็กและยางใหญ่ เราเชื่อว่า เมื่อลูกค้าพึงพอใจกับความพยายามที่จะแก้ปัญหาให้กับพวกเขา จะทำให้ลูกค้ามั่นใจ วางใจในผลิตภัณฑ์ บริการ และโซลูชั่นของเรา ทำให้มาซื้อผลิตภัณฑ์และใช้บริการของเรามากขึ้น ดังนั้นเราเชื่อว่าโซลูชั่นจะช่วยพัฒนาและช่วยให้ธุรกิจของเราเติบโตอย่างมั่นคงตามไปด้วย ทุกโซลูชั่นที่นำเสนอในวันนี้จะเปิดตัวในปีนี้แน่นอน มีเพียงโซลูชั่นเดียวที่กำลังพัฒนาอยู่คือ   B-iTech ซึ่งจะพร้อมในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

บริดจสโตนมีแผนในการขยายสาขาแน่นอน แต่ยังไม่มีการกำหนดว่าจะต้องเพิ่มจำนวนเท่าไหร่ เพราะต้องใช้เวลาในการคาดการณ์การเติบโตของตลาด บวกกับความพร้อมของคู่ค้าทางธุรกิจของเราด้วย

โรงงานของบริดจสโตนมีกำลังการผลิตเต็มที่ 41,300 เส้นต่อวัน แต่ปัจจุบันผลิตยางได้ 34,000 เส้นต่อวัน หรือคิดเป็น 85% ของกำลังการผลิตทั้งหมด ตาม Demand ของตลาด การปรับราคายางรถยนต์ ไม่เพียงขึ้นกับปัจจัยราคายางพาราเท่านั้น แต่ยังมีราคาวัตถุดิบต่าง ๆ ด้วยบริดจสโตนมีการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นระบบอยู่แล้ว ดังนั้นในเรื่องราคาวัตถุดิบหรือการผันผวนของราคายางจึงมีผลกระทบเพียงเล็กน้อย โดยเรามี Supply Chain 15 บริษัทในประเทศไทย และกลยุทธ์ในการบริหารในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเป็นไปในรูปแบบการสนับสนุนกัน หากประเทศใดเกิดการขาดแคลนวัตถุดิบไหน แต่ละประเทศในภูมิภาคจะให้การสนับสนุนกันอยู่แล้ว

บริดจสโตนมีความพยายามที่จะอุ้มราคาของการผลิตมาตั้งแต่ปี 2018 แต่ด้วยวิกฤติโควิดจึงมีการปรับราคาขึ้นมาเล็กน้อย 3-5 % เนื่องจากต้องการให้กลไกของตลาดเดินต่อไปได้ จึงต้องปรับให้ทุกอย่างให้สมดุลกันได้ เพื่อที่เราจะสามารถผลิตยางที่ได้มาตรฐานส่งมอบให้กับลูกค้าได้ ซึ่งยางที่ปรับถูกราคาก็ขึ้นอยู่กับรุ่นและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ

การที่คู่แข่งในตลาดยางรถยนต์เมืองไทยมีเยอะมาก การที่บริดจสโตนจะ win ได้เราต้องสร้างความแตกต่างจากแบรนด์อื่น  1. ผลิตภัณฑ์เราดีทั้งในด้านคุณภาพและมีไลน์ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในทุก segment  2. เรามีการบริการที่ดี และ 3. ขณะที่โลกกำลังหมุนไป เทรนด์ดิจิตอลหรืออินโนเวชั่นจะต้องเข้ามาด้วย เราจึงนำเสนอโซลูชั่นที่เราได้มาจากความต้องการของลูกค้าบวกกับเทคโนโลยีเข้าด้วยกัน ทั้ง 3 ส่วนนี้จึงเป็นคีย์สำคัญหลักในการเติบโตแบบ win win ของบริดจสโตนในประเทศไทย