HILUX REVO CARAVAN TRIP

WORLD PROVE BANGKOK – ITALY

คาราวานทริปบทพิสูจน์จริงระดับโลกกรุงเทพ-อิตาลี

Stage 5 Istanbul - Venice เมืองแห่ง 2 ทวีป  

โดย : กิตติ นิลถนอม

ในที่สุดเราเดินทางกันถึงสเตจสุดท้ายแล้วครับ ช่วงสุดท้ายนี้จะเริ่มจากเมืองอีสตันบูลประเทศตุรกี ไปจบที่เมืองเวนิสประเทศอิตาลี  กลุ่มพี่ๆนักข่าวที่จะมารับไม้สเตจนี้เริ่มออกเดินทางจากเมืองไทยตั้งแต่วันที่ กรกฎาคม 2559 เดินทางโดยสายการบินเตอกีสแอร์ไลน์ ลงเครื่องเช้าวีนที่ ที่อีสตันบูล

กรุ๊ปนี้ต้องบอกเลยว่าไม่มีการนอนพักครับหลังจากเดินทางมาถึงจากสนามบินตุรกีก็เดินทางมาที่โรงแรม เพื่อรับประทานอาหารเช้าพร้อมเจอะเจอกับพี่ๆนักข่าวสเตจที่ 4 ที่ห้องอาหารเช้าของโรงแรม  ส่วนพี่ๆนักข่าวสเตจที่4 วันนี้เที่ยวชมเมืองอีสตันบูล แล้วเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในตอนค่ำ ส่วนพี่ๆนักข่าวชุดที่ เมื่อรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้วก็เตรียมตัวออกเดินทาง นักข่าวชุดที่4ก็มีการส่งมอบกุญแจมีการถ่ายรูปหมู่หน้าโรงแรม เป็นที่ระลึกกันว่าเราได้ มาเชื่อมต่อระหว่างกรุ๊ป และกรุ๊ป แล้วนะครับ ต้องบอกเลยว่าบ้านเมืองของอีสตันบูลนี่ใหญ่โตมากโรงแรมที่เราพักก็อยู่ในใจกลางเมืองย่านเมืองเก่าผู้คนเยอะ พื้นที่เหลือให้เราจอดรถก็ไม่ค่อยสะดวก ในการที่จะเป็นกลุ่มเป็นก้อนเพื่อจะถ่ายรูป

  

วันที่ 35 ของการเดินทาง : เริ่มตามหา.โยเกิร์ต ที่บัลกาเรีย

เราออกเดินทางต่อมุ่งหน้าสู่ประเทศบัลแกเลีย  ผ่านจุดเชื่อมต่อระหว่างทวีปเอเซียและยุโรป ตอนนี้เป็นสัญลักษณ์ว่าคาราวานเราได้ข้ามจากทวีปเอเซียสู่ ทวีปยุโรปเรียบร้อยแล้ว ช่องแคบนี้น้ำไหลออกจากทะเลดำ น้ำไหลออกที่ทะเลเอเจี้ยน  ตรงนี้จะเป็นทะเลที่กั้นระหว่างตุรกีกับประเทศกรีซ  ช่องแคบบอสฟอรัส ซึ่งเป็นช่องแคบที่เชื่อมทะเลดำ(The Black Sea) เข้ากับทะเลมาร์มาร่า (Sea of Marmara) ความยาวทั้งสิ้น ประมาณ 32 กิโลเมตร ความกว้างตั้งแต่ 500 เมตร จนถึง 3 กิโลเมตรถือว่าสุดขอบของทวีปยุโรปและสุดขอบของทวีปเอเชียมาพบกันที่นี่

นอกจากความสวยงามแล้ว ช่องแคบบอสฟอรัสยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญยิ่งในการป้องกันประเทศตุรกีอีกด้วย เพราะมีป้อมปืนตั้งเรียงรายอยู่ ตามช่องแคบเหล่านี้ว่ากันว่าจนกระทั่งถึงยุคของการนำเอาเรือปืนใหญ่มาใช้และไม่เคยปรากฏว่ากรุงอิสตันบูลถูกถล่มจนเสียหายอย่างหนักมาก่อนเลย ทั้งนี้เป็นเพราะป้อมปืนดังกล่าวนี้เอง ในปี ค..1973 มีการเปิดใช้สะพานบอสฟอรัสซึ่งทำให้เกิดการเดินทางไปมาระหว่างฝั่งเอเชียและยุโรปสะดวกมากขึ้น

คาราวานมุ่งหน้าสู่ชายแดน บัลแกเลีย ระยะทางประมาณ270กิโลเมตร สภาพสองข้างทาง ด้านซ้ายก็ยังเห็นวิวไกลๆของอ่าวที่ขนานไปกับเส้นทาง เราแยกออกไปเส้นทางฉีกขึ้นเหนือ เฉียงทิศตะวันตก ทุ่งสองข้างทางก็ยังเป็นเนินเตี้ยๆ สลับ และก็จะปลูกต้นทานตะวันให้เห็นอยู่มากมายเช่นเดิม มีพืชอื่นผสมบ้าง โดยรวมแล้วมากกว่า 70% เป็นต้นทานตะวัน  ก่อนถึงชายแดนเราแวะรับประทานอาหารเที่ยง  เพราะว่าคงต้องเสียเวลาที่ชายแดนแน่นอน ก็ให้ท้องอิ่มก่อนที่จะไปสู้ศึกการข้ามแดนที่ด่านกันต่อ



ที่ด่านชายแดนระหว่างประเทศตุรกีและบัลแกเรีย เราผ่านขั้นตอนการผ่านด่านของตุรกีทางขาออกของตุรกีโดยใช้เวลาไม่เยอะไม่มีการค้นรถยนต์เหมือนตอนเข้า ชายแดนของ2ประเทศไม่มี Noman land มีประตูรั้วที่ใส่กุญแจอยู่ติดกัน พอรั้วฝั่งตุรกรีเปิด เจ้าหน้าที่ฝั่งบัลกาเรียก็มาเปิดให้ทันที คาราวานผ่านขั้นตอนเข้าสู่ประเทศบัลแกเลีย ตอนแรกที่เข้าไปก็ดูเหมือน จะไม่มีอะไรยุ่งยากเพราะเริ่มเป็นยุโรปแล้ว เข้าตามช่องรถยนต์ เพื่อประทับตราหนังสือเดินทางรถยนต์ตามช่องที่รถเข้าไม่เยอะ จึงใช้เวลาไม่นาน

หลังจากนั้นเราก็ออกเดินทางไปรอด้านนอก เพื่อการทำเรื่องรถยนต์กับเจ้าหน้าที่ศุลกากร พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่มาสุ่มตรวจ ใช้เวลาไม่นานในการตรวจ แต่ที่รออยู่คือเรื่องเอกสารรถ เข้าประเทศบัลแกเลียใช้เวลาการทำเอกสารนานพอสมควรเลย สองด่านใช้เวลาไปร่วม4ชม.แต่ก็ยังดีเพราะเราเคยเสียเวลาที่ด่านมากถึง8-9ชม เลยทีเดียว เวลาขนานนี้ถือว่ารับได้ 

ช่วงผ่านด่านได้เริ่มจะใกล้มืดแล้ว เวลาประมาณ5โมงเย็น คณะเดินทางต่อไปที่เมืองโพลดีฟ ระยะทางห่างไป150กิโลเมตร สภาพถนนเป็นถนนสวนเลน แล้วก็กลายเป็น4เลน สองข้างทางก็ยังมีสภาพการปลูกพืชผลคล้ายๆฝั่งตุรกี ไม่แตกต่างกันเท่าไหร่ เช่น ดอกทานตะวัน และข้าวโพด  พระอาทิตย์ก็เริ่มตก ทุกอย่างเริ่มมืดลง เรายังมุ่งหน้าไปที่เมืองโพลดีฟ  เป็นเมืองอันดับ2ของประเทศบัลแกเลีย แต่ดูแล้วเมืองไม่ใหญ่เท่าไร จากเส้นทางที่วิ่งไปด้วยแล้ว  ไม่น่าจะมีโรงแรมที่ระดับ4ดาวอยู่เลย พอไปถึงก็เห็นโรงแรม4ดาวใหญ่โต ก็ทำให้ผู้ร่วมเดินทางหลายท่านก็แปลกใจ  รับประทานอาหารค่ำกัน 4 ทุ่ม แล้วรีบกินรีบนอน

 

 

วันที่ 36 ของการเดินทาง : โพลดีฟ-ลูเซ่ 

วันถัดไป  เราก็จะต้องเดินทางไปเมืองชายแดนชื่อ ลูเซ่ แต่ก่อนออกเดินทางเราเที่ยวชมาเมืองโพลดีฟ   แรกๆเราไปเที่ยวชมคล้ายๆถนนคนเดิน เป็นตัวเมืองใหม่หน่อยแต่ก็สร้างตึกคล้ายเก่า ที่เป็นทำการค้าแล้วก็มีต่อซากเมืองอยู่ด้านใต้ มีการทำล้อมรอบด้วยกระจกไว้เป็นซากเมืองเก่าที่มีอายุราวอย่างน้อย 2000ปี ซากเมืองมองเห็นไม่เยอะเพราะมีหลายจุด



แต่ที่นี่มันก็จะมีโซนเมืองบ้านเรือนเป็นไม้เก่า ที่เป็นบ้านเรือนแบบเอกลักษณ์ ของบัลแกเรีย ตั้งอยู่บนเนินเขา  ผมก็พยายามเดินหาอยู่นานเลย กว่าจะเดินเจอโดยการเปิดรูปให้สาวๆช่วยบอกทาง ต้องเดินปีนไต่เนินขึ้นไป จะเป็นบ้านเรือนสร้างด้วยปูนผสมไม้ ที่จะเป็นลักษณะตัวบ้านแคบกว่าตัวชั้นสอง ชั้นสองก็จะไปกว้างข้างบนแล้วก็จะมีตัวค้ำยื่นออกมาแปลกตาแล้วก็สวยดีครับ  เที่ยวชมเสร็จแล้วเราก็เดินทางกลับไปที่รถ เพื่อจะเดินทางต่อไปที่เมืองชายแดน เมืองลูเซ่ พอมาถึงทุกคนมารอกันหมดแล้ว55 เรามาสายเหรอนี่

ออกเดินทางสู่เมืองลูเซ่ ระหว่างทางสภาพเส้นทางเป็นถนนลาดยางทางสวนเลน และก็คดเคี้ยวขึ้นเขาทำความเร็ว ไม่ค่อยได้ ไต่ระดับความสูงไปเรื่อยๆตามเส้นทางจะมีจุดที่สูงสุดของระหว่างทางจะมีอนุสาวรีย์ ที่ระลึกถึงการสู้รบ ในอดีตของทหารบัลแกเลียกับชนชาติเตริก์เป็นอนุสาวรีย์ของทหารกล้า เราได้ขึ้นไปชมจุดสูงสุดของเส้นทางนี้สามารถมองวิวได้ทั้ง2ฝั่ง หลังจากนั้นก็เดินทางต่อสู่เมืองลูเซ่ กว่าจะถึงเราก็ไปถึงประมาณสัก4โมงเย็น

เมืองลูเซ่เป็นเมืองชายแดนระหว่างประเทศบัลแกเลียและประเทศโรมาเนียโดยมีแม่น้ำดานูบกั้นระหว่างสองประเทศนี้ช่วงนี้แม่น้ำดานูบก็กว้างพอสมควรต้องบอกว่าสวยงามทีเดียวโรงแรมเราอยู่ติดริมแม่น้ำ  วิวสวยงามมาก ทั้งห้องพักและห้องอาหาร โดยเฉพาะห้องอาหารอยู่ชั้น17เห็นวิวแม่น้ำดานูบ และวิวประเทศโรมาเนียอย่างสวยงาม ตรงริมแม่น้ำก็จะมีกิจกรรมที่มองเห็น เช่น กิจกรรมการออกกำลังกาย โดยการวิ่ง ที่สวนสุขภาพ แล้วก็มีการล่องเรือคล้ายๆล่องเรือชมแม่น้ำหรือแม้กระทั้งร้านอาหารตรงริมน้ำ 

ก็มีกิจกรรมพอสมควร แต่ก่อนมืด ผมก็ได้เดินไปเที่ยวชม ถนนคนเดินเมืองเก่าของเมืองลูเซ่ ด้วย วันนี้ถนนคนเดินก็มีคนมาเดินเล่นมากมายแต่ก็มีร้านรวงเริ่มปิดแล้ว เพราะจะ1ทุ่ม แต่ยังไม่มืด อาคารบ้านเรือนสวยๆมีคนมาถ่ายรูปกันพอสมควร เราก็เดินเที่ยวชม อ้อมกลับมาอีกทางผ่านริมแม่น้ำ เลาะมาเรื่อยๆจนถึงโรงแรมที่พัก เรานัดกันรับประทานอาหาร ตอนสองทุ่มให้ทันมาชมพระอาทิตย์ตกดินพอดี 

ห้องอาหารนี้ต้องบอกว่า ติดอันดับของคนในเมืองนี้ ที่ต้องพาคนรักหรือครอบครัว มารับประทานอาหารตรงนี้กันเนื่องจากมีวิวสวยงามมาก  คืนนี้รับประทานอาหารไปด้วยชมวิวไปด้วย เรานั่งสังสรรค์ กันไปจนสัก5ทุ่ม ก็แยกย้าย พักผ่อนครับ 

 

วันที่ 37 ของการเดินทาง : ตามหาแด็กคิวล่า ในตำนานที่โรมาเนีย

เช้าวันรุ่งขึ้น เราต้องข้ามด่านที่อยู่ออกไปไม่ไกลจากเมือง มุ่งหน้าสู่ประเทศโรมาเนีย เราออกเดินทางจากเมืองลูเซ่ วิ่งไปขนานลำน้ำ ดานูบ เพื่อไปข้ามสะพานราวที่ห่างออกไปราวสัก15นาที  ก็ถึงตรงด่านพรหมแดนของประเทศบัลแกเลียก็ขับผ่านซุ้มประตูเหมือนตอนการผ่านด่านของบัลแกเลียก็ใช้เวลาไม่นานครับเราก็ข้ามไปที่โรมาเนียคาราวานข้ามสะพานตัวสะพานเป็นถนนสวนเลนสะพานเป็นแบบรุ่นเก่าที่เป็นโครงเหล็กสมัยสงครามโลกประมาณนั้นครับ

บนสะพาน มีการซ่อมบำรุงทาง1ช่องทาง จึงต้องมีการเปิดและปิด ใช้สะพานทีละข้าง  รถก็จะติดบนสะพาน ยาวจนถึงหน้าด่าน ผมติดบนสะพานราวๆ10-15นาที  หลังจากข้ามไปที่ฝั่งโรมาเนียแล้ว เรารวบรวมหนังสือเดินทางไปประทับตรา ขาเข้า พร้อมกันนั้นเราก็ไปรอเพื่อทำเอกสารของรถยนต์และซื้อประกัน ก็ใช้เวลาไม่นานมากนัก ราวๆ1ชม. ก็ผ่านขั้นตอนการเข้าประเทศโรมาเนียเรียบร้อยครับ

เดินทางจากชายแดนโรมาเนีย คาราวานมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงประเทศโรมาเนีย เมืองบูคาเรส ห่างออกไปราว 80 กม. ไม่ไกลมากจากชายแดนถึงเมืองหลวง แต่เท่าที่เห็น2ข้างทางนี่สภาพของสองข้างทางบ้านเรือนดูทรุดโทรมมาก ดูเก่าๆโทรมๆ ไม่มีความเป็นระเบียบเรียบร้อยทั้งที่อยู่ไม่ไกลเมืองหลวง แถบนี้มันเหมือนเป็นโซนที่พูดง่ายๆ ว่ายังไม่พัฒนาหรือเปล่า  สองข้างทางก็มีการปลูกข้าวโพด ต้นแอปเปิ้ล การปลูกก็ยังไม่แตกต่างจากบัลแกเลีย  แต่ก็มีความเป็นทุ่งที่โล่งราบไม่มีเนินเขาเลย เส้นทางก็สวนเลน ตลอดเวลาวิ่งเข้าสู่เมืองหลวงไม่นานราวๆ1ชม.เราก็ถึงเมืองหลวงต้องบอกเลยว่าเมืองหลวงของโรมาเนียนี่ดูยังไม่มีความเจริญเท่าที่ควรยังไม่มีความเรียบร้อยเรื่องถนนหนทางอาคารบ้านเรือนก็ยังดูเก่าๆไม่ได้เก่าแบบคลาสสิคนะ มันเป็นเก่าแบบโทรมๆครับ

เชื่อว่าหลายคนก่อนเดินทางมาที่นี่ คิดว่าบ้านเรือนบ้านเรือนน่าจะดูดี ทั้งๆที่ได้ฉายาว่าปารีสน้อยตะวันออกแต่ดูแล้วยังขาดความเจริญอีกเยอะ กรุงบูคาเรสต์ ที่ได้รับสมญานามว่า ปารีสน้อยแห่งยุโรปตะวันออก เนื่องจากในสมัยก่อนชนชั้นสูงของโรมาเนียนิยมส่งบุตรหลานไปเรียนที่ฝรั่งเศส จึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมฝรั่งเศสทั้งในด้านแฟชั่นและศิลปะรวมทั้งสถาปัตยกรรมซึ่งยังปรากฏให้เห็นอย่างมากมาย

ขับผ่าน อาคารรัฐสภาหรือทำเนียบประธานาธิบดีของประเทศโรมาเนีย (Palace of the Parliament) ทำเนียบประธานาธิบดีที่ใหญ่โตโอฬารของอดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการ นิโคไล เชาเชสคู โดยทำเนียบประธานาธิบดีแห่งนี้ ได้รับการยกย่องว่าอาคารรัฐสภานี้ได้ชื่อว่ามีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากตึกแพนตากอนของสหรัฐอเมริกา อาคารนี้มีห้องมากกว่า 2,000 ห้อง ใช้เวลาสร้างนานถึง 5 ปี โดยใช้สถาปนิกถึง 700 คน และแรงงานถึง 30,000 คน ผลัดกันทำงานเป็นช่วงเวลา 3 กะ อาคารนี้มีความสวย งามเป็นอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะภายนอกที่สูงใหญ่ตระการตา 

ขับผ่านประตูชัย Arcul de Triump หรือประตูชัยของโรมาเนียที่สร้างขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะในสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งพิจารณาจากรูปร่างหน้าตาแล้ว แทบแยกกันไม่ออกกับประตูชัยของ ฝรั่งเศส นั่นเป็นเพราะว่าประตูชัยแห่งนี้ได้รับการออกแบบโดยสถาปนิกชาวโรมาเนียที่ได้ไปเรียนที่ฝรั่งเศสนั่นเอง 

วันนี้เราไปแวะรับประทานอาหารร้านอาหารไทยที่เมืองบูคาเรส ต้องบอกเลยว่า เป็นร้านอาหารที่ตกแต่งสวยงามมากมีเจ้าของเป็น ผู้หญิงเป็นคนไทยได้สามีชาวโรมาเนียเปิดร้านอาหารตกแต่งอย่างหรูหรามีแม่ครัวและพ่อครัว2-3คนมีทั้งคนไทยและชาวโรมาเนีย  แต่พ่อครัว เป็นฝรั่งผู้ช่วย หน้าตาหล่อเหลาเอาการเลย  คนเสิร์ฟเป็นฝรั่งทั้งหมด แต่งตัวดี มีใส่เสื้อกั๊กเรียบร้อย  คณะรับประทานอาหารอย่างอร่อยถูกปากคนไทยอย่างพวกเรามากพอ รับประทานเสร็จแล้วก็เดินทางต่อมุ่งหน้าสู้เมือง บาซอฟ 

ออกเดินทาง มุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่ เมืองบาซอฟ แต่ก่อนจะถึงเมือง บาซอฟ แวะที่ปราสาทบาร์น เป็นปราสาทแดร๊กคิวล่า พื้นที่บริเวณแถวนี้เรียกว่าแคว้นทรานซิลวาเนีย  เราได้แวะชมปราสาทอันเลืองชื่อ   ปราสาทบราน” (Bran Castle) หรือที่รู้จักกันในนามของปราสาทแดร๊กคูล่า” (Dracula’s Castle) ปราสาทนี้ถูกสร้างขึ้นในในศตวรรษที่ 14 เป็นปราสาทที่ได้รับการยกย่องว่าสวยงามที่สุดในโรมาเนีย ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนยอดเขา สร้างขึ้นเพื่อเป็นป้อมควบคุมเส้นทางการค้าและเก็บภาษีระหว่างแคว้นวาลันเซียและแคว้นทรานซิลวาเนีย ภายในตัวปราสาทมีห้องต่างๆมากมาย ซึ่งจัดแสดงวิถีความเป็นอยู่ ห้องแสดงอาวุธโบราณ ตู้โบราณอายุหลายร้อยปีที่แกะสลักลวดลายสวยงดงาม นอกจากนี้ยังมีการจัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้อีกมากมาย 

หลังจากไปเที่ยวชมแล้ว จริงๆไม่มีผีดูดเลือดอะไรหรอก ตำนานของท่านเค้านต์เกิดขึ้นเมื่อนักเขียนชาวไอริชนามว่า "บราม สโตเกอร์" (Bram Stoker) มาเยือนปราสาทแห่งนี้ และได้นำเรื่องราวของผู้สร้างปราสาทไปดัดแปลงเป็นนวนิยายเกี่ยวกับค้างคาวผีดูดเลือด ที่ชื่อว่า เค้านต์แดร็กคูล่า ซึ่งเป็นเรื่องที่เพี้ยนไปจากความเป็นจริงมาก แต่นั่นก็ถือเป็นการเปิดประตูโรมาเนียสู่สายตาชาวโลก เพราะนวนิยายเรื่องดังกล่าวทำให้นักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลก หลั่งไหลมาชมปราสาทหลังเล็ก ๆ แห่งนี้ที่ทรุดโทรมลงไปทุกปี เหมือนเช่นพวกเราเป็นต้น

ออกเดินทางสู่เมืองบราซอฟนำชมความสวยงามของเมืองบราซอฟ ที่ถูกสร้างด้วยสถาปัตยกรรมที่มีความงดงาม ซึ่งมีชาวโรมาเนียนอาศัยอยู่  ทางด้านตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของเมือง ส่วนชาวฮังกาเรียนอยู่ทางด้านตะวันออก พวกเยอรมันอาศัยอยู่ทางด้านเหนือและรอบๆ ตัวเมือง  เมืองดูสวยและน่ารักเลยทีเดียวเป็นเมืองใหญ่มากจังหวะไม่ดีไปถึงแล้วฝนตกแต่ผมก็ยังหาเสื้อกันฝนไปเดินเล่นหลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้วผมไปเดินเล่นเมืองเก่าในตอนมืดขนาดที่ว่าฝนตกแล้วไม่ค่อยมีคนเดินแต่ก็ยังดูเมืองสวยบรรยากาศน่าเดินอยู่ดีเดินได้สักพักกลัวจะเปียกก็เลยหาร้านสบายๆนั่งลองชิมเบียร์ท้องถิ่นดูได้เวลาก็เดินกลับโรงแรม 

 

วันที่ 38 ของการเดินทาง : บราซอฟ-โอราเดีย

วันรุ่งขึ้นเดินทางต่อวันนี้ก็มุ่งหน้าสู่เมืองชายแดนชื่อเมือง Oradea แต่ระหว่างทางเราก็แวะชม เมืองซีกิสวารา (SIGHISOARA) เราเดินชมเมือง เข้าชมพิพิธภัณฑ์ ตรงหอนาฬิกา (CLOCK TOWER) ที่มีชื่อเสียงที่จะมีตัวตุ๊กตาออกมาเวลาทุกตอนเที่ยง

เดินชมแต่ละห้องภายในหอนาฬิกา ซึ่งใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เก็บสะสมของมีค่าที่ขุดได้ภายในเมืองนี้ เสียดายไม่มีเวลาขึ้นไปชมโบสถ์บนเนินเขา(THE CHURCH ON THE HILL) สถานที่ซึ่งเคยเป็นที่ฝังร่างที่ไร้ศีรษะของท่านเค้าท์แดร๊กคูร่า แต่เราได้ถ่ายรูปหน้าบ้านที่ซึ่งเป็นสถานที่เกิดของท่านเค้าท์ในปี ค.. 1431 ยังอยู่ในสภาพที่ดีครับ

หลังจากเดินเหนื่อยเรามานั่ง รับประทานอาหารกลางวัน บริเวณทางลงจากเมือง  หลังจากนั้นเดินทางต่อสู่เมืองโอร่าเดียร์ เป็นเมืองที่ตั้งอยู่ไม่ไกลชานแดนของประเทศฮังการี เท่าไหร่ คาราวานมุ่งหน้าสู่ที่พัก แต่กว่าจะถึงก็เย็นมากแล้ว คืนนี้มีฟุตบอลยูโรนัดชนะเลิศ ทีมชาติฝรั่งเศสและทีมชาติโปตุเกส อาหารค่ำมื้อนี้จึงนัดหมายกินกันเร็วหน่อย เผื่อบางท่านอยากจะชมฟุตบอล 

ผมทานข้าวเสร็จกะว่าจะเดินไปดูฟุตบอลในห้องนอน พอลงมาด้านล่างทางโรงแรมได้มีจัดฉายจอใหญ่ ด้านนอกและมีพี่ๆนักข่าวหลายท่านได้นั่งดื่มกันอยู่ ผมก็เลยรากงอกติดลมไม่ไปแล้วนั่งยาว เชียร์ไปเชียร์มา ลมเริ่มแรง อากาศค่อนข้างเย็น

 

ประมาณ 10 กว่าองศาระหว่างนั่งไปก็ต้องขอผ้าห่มของพนักงานนั่งเชียร์ไปก็ลุ้นกันสนุกครับ ผมดูจากอาการเจ้าถิ่นแล้วน่าจะเชียร์โปรตุเกสมากกว่าเพราะว่าโรมาเนียอยู่สายเดียวกับฝรั่งเศส มาในรอบแรกเลยคิดว่าน่าจะเป็นคู่แข่งกัน ก็สมหวังไปถ้าใครเชียร์โปรตุเกส ผลก็โปตุเกสชนะไปนะครับ1-0 ถือว่าพลิกล็อกนิดๆครับ 

 

วันที่ 39 ของการเดินทาง : บูดาเปส เพชรเม็ดงามแห่งลุ่มน้ำดานูบ

วันรุ่งขึ้นเดินทางมุ่งหน้าส่าเมืองบูดาเปส เมืองหลวงของประเทศฮังการี ระยะทางก็อยู่ ประมาณ300กิโล เรามุ่งหน้าชายแดนโรมาเนียและฮังการีที่อยู่ห่างออกไปราว 15 กม.เท่านั้นเอง เราผ่านด่านโดยการนำเอาหนังสือเดินทางไปให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล เข้าและออกของทั้ง2ประเทศ ใช้เวลาไม่นานเราก็ออกเดินทางต่อ ช่วงแรกก็มีเส้นทาง2เลนสวนแล้วก็มาสลับด้วยทางด่วนเส้นทางก็ไม่มีอะไรที่ตื่นเต้นเท่าไหร่เนื่องจากว่าเป็นทางเรียบๆทำให้การเห็นวิวนั้นไม่ค่อยสวย

 

เราก็ไปถึงที่เมืองบูดาเปส ประมาณบ่ายโมงแล้ว แล้วก็ไป  หาอาหารรับประทานกันที่ร้านอาหารไทย ระหว่างนั้นมีฝรั่งขี่บิ๊กไบค์ มาถามรถนำว่ามาจากเมืองไทยเลยเหรอ เขาเป็นนักข่าวเคยไปงานมอเตอร์โชว์และเคยเจอคุณปราจิณ เอี่ยมลำเนา เลยอาสาพาเราวนไปหาที่จอดรถ ต้องวนรถหาที่จอดรถยากมากเพราะร้านตั้งอยู่กลางใจเมืองแหล่งท่องเที่ยวด้วย  กว่าจะหาที่จอดกันได้ครบก็ปาเข้าไปบ่ายสองกว่าแล้วครับร้านที่เรารับประทานอาหารอยู่ใกล้ๆสะพานสำคัญที่สวยงามเป็นสะพานเก่าอยู่โซนเมืองเก่าเลยร้านอาหารไทยร้านนี้เจ้าของเป็นของคนลาวครับรสชาติอาหารไม่เท่าไร

เมืองบูดาเปสต์”Budapest เมืองหลวงของสาธารณรัฐฮังการีประเทศที่มากด้วยศิลปะวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์  ซึ่งในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออสโตร-ฮังกาเรียนเมืองที่มีแม่น้ำดานูบไหลผ่านกลางเมือง ซึ่งแบ่งเป็นสองฝั่งคือฝั่งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอของประวัติศาสตร์บูดา” และฝั่งที่หรูหราล้ำหน้าสมัยใหม่ด้วยวิทยาการเปสต์อันเป็นที่มาของชื่อเต็มของเมืองหลวงแห่งนี้  นครบูดาเปสต์ แม่น้ำดานูบแม่น้ำสายโรแมนติคมนต์เสน่ห์ไม่เสื่อมคลาย ซึ่งนอกจากจะแบ่งประเทศฮังการีทั้งประเทศแล้ว ยังได้แบ่งนครหลวงแห่งนี้ออกเป็น 2 ซีกด้วย ภายในตัวนครหลวงทั้งสองฝั่งมีสะพานที่สร้างอย่างงดงามทอดข้ามแม่น้ำดานูบเชื่อมติดต่อระหว่างนครหลวงทั้งสองฝั่ง

หลังจากนั้น เราก็เดินทางต่อเพื่อไปโรงแรมที่พัก โดยผ่านสะพานเชน ที่พักเราอยู่ อีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำดานูบที่พักเราอยู่เมืองเก่า  จุดที่เราพักเป็นโรงแรมที่มีวิวสวยงามมากที่สุดก็ว่าได้ เพราะเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวทัวร์บินมาจะต้องมาชมจุดบริเวณที่ติดกับที่เราพัก   โรงแรมนี้จะอยู่บนฝั่งแม่น้ำดานูบอีกด้านหนึ่ง อยู่ตรงข้ามกับรัฐสภาเป็นจุดชมวิวอาคารรัฐสภาเป็นอาคารแบบนีโอโกธิคที่โดดเด่นเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ และได้รับการยกย่องว่าเป็นอาคารรัฐสภาที่สวยที่สุดในยุโรปตลอดจนอาคารบ้านเรือนและความเป็นอยู่ของผู้คนสองฟากฝั่งแม่น้ำดานูบสวยงามมากเช่นกัน

วันนี้ส่วนตัวผมไม่ได้นั่งทานข้าวกับสมาชิกคาราวานเพราะผมมีนัดอัครราชทูตไทย ประจำกรุงบูดาเปส มารับ พอดีลูกๆเป็นเพื่อนกัน อันนี้พ่อเพื่อนลูกนะครับ มารับพาไปที่สถานทูตไทย พอดีวันนั้นที่สถานทูต มีนักกีฬาบีทแฮนด์บอลมาแข่งขันชิงแชมป์โลกที่ ประเทศฮังการี  แล้วทางสถานทูตไทยเป็นเจ้าภาพในการเลี้ยงและทีนี้ทางเพื่อนบอกท่านทูตว่าคงอยู่งานเลี้ยงไม่นานนะเพราะมีเพื่อนมาจะไปกินข้าวกัน  ท่านทูตเลยบอกให้ชวนเพื่อนมางานเลี้ยงที่สถานทูตด้วย เลยผมก็เลยได้รับเกียรติไปร่วมงานเลี้ยงด้วยต้องบอกเลยว่า กีฬาบีทแฮนด์บอลของสาวไทย คนไทยส่วนมากยังไม่รู้จักแพร่หลายและทีมของเราเก่งขนานได้เข้าชิงแชมป์โลกแล้วด้วย เรามาในฐานะแชมป์ทวีปเอเชียนะครับ ธรรมดาที่ไหน   

หลังจากไปร่วมงานได้สักพักใหญ่ๆก็ได้ลาท่านทูตเพื่อไปเยี่ยมหลานๆคือลูกท่านอัคราชทูตที่บ้านพัก เพื่อนมีตำแหน่งเป็น เบอร์2 ของสถานทูต วันนั้นเดินทางไปที่บ้านพักก็ได้เจอน้องเตย น้องต้น และ น้องตอง ที่เคยเรียนฟุตบอลด้วยกันเหมือนน้องเอเซีย และทิเบต ลูกชายผม ผมก็ไปพูดคุยทักทายและก็เยี่ยมชมบ้านก็ราวๆสัก1ชม.ก็กลับมาโรงแรมเจอพวกสมาชิกคาราวาน ที่เพิ่งกินข้าวเสร็จ ก็เลยจะรวมตัวไปนั่งบนกำแพงด้านหลังของโรงแรมเพื่อชมแม่น้ำดานูบและแสงไฟจากรัฐสภา แต่ปรากฏว่าความฝันสลายครับ พนักงานถามเราว่าได้จองโต๊ะไว้หรือเปล่า จบๆๆๆ อดกินดูวิวเลย55 ผมจึงเปลี่ยนได้ออกไปชมบ้านเมืองยามค่ำคืนแทน

ออกไปเที่ยวกลางคืนไปดูเมืองตอนกลางคืนโดยมีเจ้าถิ่นที่เจอเราเมื่อตอนกลางวันเอารถทดสอบยี่ห้อนิสสันที่เป็นระบบไฟฟ้าทั้งคันมารับและพาเราไปเที่ยวจตุรัสวีรบุรุษหรือ ฮีโร่สแควร์ (HEROES SQUARE) รูปปั้นของบรรพบุรุษชาวแมกยาร์ทั้ง 7 เผ่า เพื่อฉลองในชัยชนะของชาวแมกยาร์ที่ร่วม กันสร้างเมืองขึ้นมา เราเดินถ่ายรูป หลายมุมจนพอใจจึงเดินทางไปที่อาคารรัฐสภาของโรมาเนีย PALACE OF PALIAMENT ทำเนียบประธานาธิบดีของอดีตประธานาธิบดีจอมเผด็จการ นิโคไล เชาเชสคู และ นางเอลินา ภริยาผู้อยากมีชีวิตหรูหราประหนึ่งเอวิต้า เปรอง

อาคารนี้ถือเป็นอาคารที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรป มีห้องมากว่า 2,000 ห้อง ใช้เวลาสร้างนานถึง 5 ปี ใช้สถาปนิกถึง 700 คน และแรงงาน 30,000 คน อาคารนี้มีความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง ด้วยลักษณะภายนอกที่สูงใหญ่ตระการตา ส่วนภายในตกแต่งอย่างวิจิตรหรูหรา ทั้งเสาหินอ่อน ไม้แกะสลัก โคมไฟแชนเดอเลียร์ขนาดใหญ่ซึ่งใช้ทองคำแท้มาเป็นส่วนประกอบด้วย โดยในแต่ละห้องของอาคารจะมีรูปแบบการตกแต่งเฉพาะตัว โทนสีของห้อง สีผ้าม่านและวัสดุตกแต่งห้องจะมีลักษณะกลมกลืนกัน พรมที่ใช้ปูพื้นในอาคารนั้นก็มีขนาดใหญ่มาก ซึ่งช่างฝีมือจะถักทอกันจนเสร็จเป็นผืนใหญ่ ซึ่งมีขนาดรวมกันถึง 54 ตัน  ตอนผมมาแสงไฟสาดส่องอย่างสวยงาม ผมได้เดินรอบๆจนถึงริมน้ำ หลังจากนั้นเราก็เดินทางกลับโรงแรม เวลาเลยไปจะเที่ยงคืน  ต้องบอกว่าคืนนี้ได้ชมความสวยงาม

 

 

 วันที่ 40 ของการเดินทาง : ประเทศภายใน วัน

วันรุ่งขึ้น ก็เตรียมตัวมุ่งหน้าออกเดินทางสู่ ประเทศครับจากฮังการี่ เข้าสู่ สโลวเกีย เช็ค ออสเตรีย เยอรมัน ไปสุดท้ายที่เมือง เบอร์เชดการ์เด็น  ตีนเขาแอลป์ของประเทศเยอรมัน ระยะทางประมาณ 690 กม. ใช้ทางด่วนมุ่งหน้าเข้าสู่ประเทศสโลวาเกีย ระยะทางประมาณ 200กม. เราก็เข้าสู่เมืองหลวงของสโลวาเกีย ที่เมืองบาตีสลาวา  ตรงชายแดน ระหกว่างประเทศฮังการี และ สโลวาเกีย ตอนนี้ไม่มี ด่านพรมแดน แล้วนะครับมีแต่เป็นป้ายแค่นั้นเองเพราะถือว่าเข้าเชงเก็น หรือสหภาพยุโรปแล้ว เรียบร้อยแล้วตรงชายแดนก็ถึงไม่มีด่านที่ต้องมาคอยตรวจ

มีแต่ป้ายแล้วให้ทราบว่าเข้าเขตประเทศนี้แล้วเท่านั้น หลังจากเราเข้าสโลวาเกีย ไม่นาน   สโลวาเกียเป็นประเทศเล็กๆ เราก็ผ่านเมืองหลวงไปอีกประมาณสัก100กิโลเราก็ทะลุ ประเทศสโลวาเกีย เข้าสู่ ประเทศเช็ค   ตรงนี้จะเป็นคล้ายๆ สามเหลี่ยมติดกัน3 ประเทศ  เข้าสู่ประเทศ เช็ค เราวิ่งอยู่ในเช็ค ได้ไม่เกินสัก 60-70 กม. ก็ผ่านออกจากประเทศแล้ว เพราะว่าเส้นทางนี้จะพาดผ่าน กันแล้วก็วนออก ไปเข้าที่ประเทศออสเตรีย  เรามุ่งหน้าสู้เมืองหลวงเวียนนา

โดยทางด่วน สภาพสองเส้นทางข้างทางก็จะมีการปลูกหญ้าไว้เลี้ยงสัตว์ ทำเป็น ม้วนๆไว้ขายให้สัตว์กินหน้าหนาวแล้วก็จะมีกังหันไฟฟ้าพลังลม อยู่เรียงราย  มุ่งหน้าสู่ชายแดน ของ ประเทศเยอรมัน จากทางตอนใต้ ของ ออสเตรีย วันนี้เราเลยข้ามไปนอนที่เยอรมันนที่เมืองBerchestgaden เป็นเมืองสุดท้ายของแคว้น บาวาเรีย ที่อยู่เข้ามาในถิ่นของเทือกเขาแอลป์

เมืองนี้มีความสำคัญก็คือเป็นที่หลบซ่อนของ ฮิตเลอร์ ก่อนแพ้สงคราม กว่าจะถึงก็ประมาณ1ทุ่ม ก็ต้องบอกเลยว่า เมืองนี้เป็นเมืองหนึ่งที่น่ารักนะครับซ่อนตัวอยู่ในอ้อมกอดภูเขาก็ยังมีหิมะปกคลุมอยู่ ลักษณะของตัวโรงแรมออกแบบไม้คล้ายบ้านแบบสวิตเซอร์แลนด์   มีนักท่องเที่ยวที่เป็นชาวเยอรมัน หรือคนใกล้เคียงก็มาพักที่นี่  มาแท๊กกิ้ง ขึ้นยอดเขา  เพื่อไปชมสถานที่ท่องเที่ยว    

 

วันที่ 41 ของการเดินทาง : Eagle nest รังพญาอินทรี

วันรุ่งขึ้นวันที่ 7 ของการเดินทางของนักข่าวกลุ่มที่5 การขับรถของนักข่าวจากเมือง เบอร์เชตการ์เด้น จะมุ่งหน้าไปที่เทือกเขา Grossglockner ก่อนออกเดินทางเราได้แวะไปชม ที่เรียกว่า อีเกิลเนส ที่เมือง เบอร์เชิตการ์เดน Eagle nest นี่คือเค้าเรียกว่ารังพญาอินทรีย์ ก็เป็นที่มั่นสุดท้ายที่ ฮิตเลอร์ ได้ซ่อนตัวอยู่ที่ ณ เมืองนี้ บนยอดเขาสูงเพื่อบัญชาการรบครับ สมัยสงครามโลก ครั้งที่ 

เราได้เดินทางโดยรถยนต์ขับไปสัก 15 นาทีเข้าไปที่จอดที่ด้านล่างเค้าจะมีรถบัสสำหรับขึ้นไปยอดเขานี้โดยตรง เพราะว่าข้างบนทางแคบมากจะต้องมีเวลาวิ่งของรถบัสสำหรับขึ้นไปยอดเขานี้โดยตรง  

ต้องนั่งรถบัสขึ้นไปอีก30นาทีเพื่อขึ้นไปยอดเขานี้พอขึ้นไปถึงบนยอดเขาก็จะมีลิฟต์ขึ้นต่อไปบนยอดด้านบนอีก แต่ตอนนี้จะปรับเปลี่ยนเป็นร้านอาหาร  ต้องบอกว่าฮิตเลอร์ ที่ประเทศเยอรมันนี่เป็นเหมือนตราบาป ทุกคนชาวเยอรมัน จะไม่เอ่ยถึงและก็จะไม่พูดถึง

ทั้งที่บริเวณตรงนี้เป็นสถานที่สำคัญของฮิตเลอร์ เลยมาสร้างเป็นร้านอาหารมาเพื่อกลบเกลื่อนเรื่องราวต่างๆซะอย่างงั้น เดินขึ้นไปอีกหน่อยก็จะมีจุดสูงสุดของ อีเกิลเนส  ให้ถ่ายรูปอะไรต่างๆที่ทุกคนมาก็คาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลหรือเป็นอะไรที่เป็นบ่งบอกว่าฮิตเอลร์อยู่ที่นี่มากมาย 

 

วันที่ 42 ของการเดินทาง : พิชิตยอดเขา Grossglockner 

พวกเราทยอยลงเขา ไปถึงรถก็รีบออกเดินทางต่อสู่ประเทศออสเตรีย อีกรอบ สู่ทางขึ้นยอดเขา Grossglockner เพราะนัดทีมงานอีกชุดที่ร้านอาหาร ตรงบริเวณทางขึ้นเลย เราจองโต๊ะไว้ตั้งแต่เที่ยงกว่าจะมาถึงบ่าย แล้วครับ เรารีบกินเพื่อตะลุยสู่ยอดเขา ตอนถึงร้านอาหารฝนตกลงมาพอดี ฟ้าปิด หวังว่าขึ้นไปแล้วฟ้าจะเปิด

 

Grossglockner เป็นอุทยานแห่งชาติของประเทศออสเตรีย บนเทือกเขาแอลป์ ขออธิบายก่อนว่าเทือกเขาแอลป์จะติดกัน 6 ประเทศดังนี้ ออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ เยอรมัน สโลวีเนีย ฝรั่งเศส อิตาลี แต่ละประเทศจะมีเส้นทางที่ข้ามเทือกเขาแอลป์ ของตัวเองและจะมีความสวยที่ต่างกันไป แต่เส้นนี้เป็นเส้นที่มีความสวยงามมากและมีโค้งคดเคี้ยว ลาดชันอย่างมากและที่สำคัญเป็นเส้นทางที่มีวิวแบบเปิดโล่ง สามารถมองเห็นได้ไกลๆ และจะเป็นที่ชื่นชอบของชาวไบเกอร์และคนที่ชอบขับรถในเส้นทางแบบนี้

ชาวยุโรปจะต้องมาพิชิตสักครั้ง คาราวานหลังผ่านด่านเก็บค่าผ่านทางก็เริ่มไต่ระดับความสูง ขยับขึ้นเรื่อยๆ กรอปกับฝนลงเม็ดไม่หยุด ฟ้าปิด มีเมฆและไอน้ำลอยต่ำทำให้ทัศนะวิสัยมองได้ยากลำบากมาก ทุกคนจึงต้องมีสมาธิ กระชับพวงมาลัยในการขับไต่เขาในครั้งนี้อย่างมาก ต้องขอชมว่าช่วงล่างใหม่ของRevo มีการยึดเกาะถนนและ หนึบดีมาก กรอปกับ กำลังเครื่องยนต์ที่ส่งมาได้แบบเหลือๆ ทำให้การขับขึ้นเขาในสภาพอย่างที่กล่าวมา ทำได้อย่างสบายๆและมั่นใจอย่างมาก

คาราวานเราผ่านโค้งแล้วโค้งเหล่า จนมาถึงจุดชมวิวที่เรียกว่า Edelweisspitze จะมีร้านกาแฟและที่รับประทานอาหาร พร้อมเป็นที่หลบหนาวในตัวด้วย สภาพอากาศตอนนี้ฟ้าปิด อุณหภูมิลงมาเหลือ 8 องศาแถมมีลูกเห็บเล็กๆคล้ายละอองหิมะตกลงมาพวกเราตื่นเต้นลงมาถ่ายรูปกันไม่กลัวฝนและความหนาวเย็นเลยครับจุดนี้ถ้าฟ้าเปิดจะเป็นจุดที่สวยมากจะเห็นถนนด้านล่างพับไปพับมาสวยงามมาก

ผ่านไปราว 30 นาที ลมได้พัด ไอน้ำและเมฆ ลอยออกไปบ้างทำให้มองเห็นได้ไกลมากขึ้น หลังจากนั้น เราไต่ระดับต่อไปมุ่งหน้าที่ยอดเขา Grossglockner เราขับมายังจุดที่ใกล้ยอดเขาที่สุดและเป็นจุดชมวิวของยอดเขานี้ และเป็นจุดจอดรถสำหรับท่านที่จะไปถึงได้ต้องเดินต่อไปแบบแทรคกิ้ง ที่ยอดเขามีหิมะปกคลุมตลอดเวลา วันนี้ เป็นวันที่แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลยเพราะฝนตกตลอดและฟ้าปิด

 

คนก็เลี่ยงที่จะออกไปเที่ยว ระหว่างนั้นมีผู้หญิงหน้าตาเอเชีย เดินมาทักพวกเราว่า ขับรถมาจากเมืองไทยเลยเหรอ เราเลยถามว่าเขามาทำอะไรและเดินอยู่คนเดียว เขาบอกว่ามากับแฟน ตอนนี้แฟนกำลังปั่นจักรยานขึ้นมาอยู่ส่วนเขาเช่ารถขับมากับแฟน บอกว่ามาซ้อมปั่นขึ้นเขาเพื่อไปแข่งรายการที่อิตาลี สุดยอดเลยครับ

เราเดินทางต่อมุ่งหน้าเมือง Lienz เป็นเมืองตอนใต้ของประเทศออสเตรีย เราลดระดับลงเรื่อยๆ ฟ้าเริ่มเปิดมีแสงแดด วิวสวยมากเป็น เนินหุบเขาทุ่งหญ้าสีเขียว มีบ้านสลับทิวต้นสน เหมือนภาพวาด ที่เราเห็นในสวิส เพราะแถวนี้วิวก็จะคล้ายๆแบบนี้ ถนนสวนเลนทางแคบแต่รถไม่ค่อยมี 

ถึงเมืองลินส์ที่พักเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดของเมืองนี้ ประหลาดใจเมืองเล็กแต่ทำไมมีโชว์รูมรถยนต์เยอะมาก ราว 5-6 แห่ง เราเข้าที่พัก พร้อมได้ข้อมูลว่าเมืองนี้ คนที่มาจะมาเพื่อเล่นสกีในหน้าหนาวและมาขี่จักรยาน ปีนเขา พายเรือคายัค ในหน้าร้อน และเป็นเมืองใหญ่ที่สุดแถวละแวกตอนใต้นี้ 

 

วันที่ 43 ของการเดินทาง : ลินส์ - ลิวินโย่

วันถัดมาเป็นวันพักผ่อน วันของพี่ๆ นักข่าว ส่วนทีมงานขับย้อนไปขึ้นเขา เพื่อไปเก็บภาพ ที่ยังไม่ครบและที่อากาศไม่เป็นใจด้วย แต่วันนี้ย้อนขึ้นไปหิมะตกหนักมากบนยอดเขา วันนี้ก็วนเวียนแถวยอดเขาบริเวณนี้ทั้งวันกว่าจะกลับโรงแรมก็ ทุ่มแล้ว ถัดมาอีกวันก็มุ่งหน้าไปนอนที่เมือง Livigno อยู่ในประเทศอิตาลี

แต่เราต้องวิ่งอิตาลีก่อนจะวนข้ามมาที่ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์ และลอดอุโมงค์กลับไปโผล่ที่อิตาลีอีกครั้ง ตลอดการเดินทางวันนี้ก็ยังสลับไปมาในการไต่เทือกเขาแอลป์ของแต่ละประเทศปลายทางวันนี้เรานอนที่เมือง Livigno เมืองสกีที่ขึ้นชื่อของประเทศอิตาลี

 

ในหน้าหนาวของทุกปีจะมีนักสกีมุ่งหน้ามายังที่นี่ ตอนเรามาหน้าร้อน แต่ยังไม่ร้อนสุดอากาศยังอยู่เลขตัวเดียวส่วนกลางคืน-4องศาครับ

บรรยากาศของเมืองมีถนนคนเดินและร้านค้า เรียงรายน่าเดินมาก และที่ประทับใจเราเดินเล่นตอน3ทุ่ม เราไปเจอผับกึ่งเธค ที่เปิดใต้ดินเราจึงลงไปชมบรรยากาศ ดีครับแปลกตาดี มีสาวชาวโรมาเนียประจำที่นี่มาเต้นบนเคาเตอร์ แบบเซ็กซี่ แต่ไม่โป๊ และเชิญชวนให้แต่ละคนมากินเหล้าที่เธอพร้อมจะกรอก 55 ผมก็โดนไปด้วยครับ เผลอหน่อยเดียว ดึกแล้ว 

 

วันที่ 44 ของการเดินทาง : เส้นชัยอยู่ข้างหน้า...เวนิส

ที่เดินทางมาตลอดร่วม หมื่นกิโลเมตร วันนี้เป็นวันสำคัญ ในการเดินทางเพราะจะเป็นวันเดินทางถึงจุดหมายปลายทางตามเป้าหมายที่วางไว้ คาราวานมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบ Simione เป็นทะเลสาบใกล้เมืองเวโรน่า เพื่อรับประทานอาหารเที่ยงและนัดเจอผู้บริหารระดับสูงคุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด มาต้อนรับคาราวาน ณ.จุดนี้แต่การจราจรเส้นทางที่คาราวานวิ่งมาติดขัดมากทำให้เวลาล่าช้า

หลังรับประทานอาหารแล้ว คาราวานมุ่งหน้าสู่เมืองเวนิส ระยะทางช่วงสุดท้ายเหลือเพียง 160 กม.สุดท้ายแล้ว เราใช้ทางด่วนมุ่งหน้าเมืองตามป้าย Venizia หรือว่า Venice นั่นเอง ตลอดการเดินทางรถเยอะคนเยอะมากเพราะประเทศอิตาลีมีประชากรราว 60 ล้านคน ทั้งที่ประเทศเล็กกว่าบ้านเราเยอะ ใช้เวลาเดินทางราว 2 ชม.ก็เดินทางมาถึงโรงแรม Hilton Mestre บนแผ่นดิน 

พวกเราทำสำเร็จแล้ว เย้ๆๆๆๆๆๆ กรุงเทพ-เวนิส ด้วยระยะทาง 20156 กม.วันนี้ถึงแล้วแต่ยังไม่ประกาศเป็นทางการ เพราะพรุ่งนี้จะมีพิธีต้อนรับคาราวานอย่างเป็นทางการ 

 

วันที่ 45 ของการเดินทาง : ต้อนรับคาราวานถึง เวนิส อย่างยิ่งใหญ่

เช้าวันสุดท้าย เป็นเช้าแห่งประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์ ของเมืองไทย รถยนต์ประกอบในประเทศ ที่มีการขับทดสอบไกลสุด ระยะทาง 20,156 กม.และนานสุดถึง 45 วัน ผ่าน 2 ทวีป 17 ประเทศ Toyota Hilux Revo สามารถพิชิตจุดหมายปลายทางได้อย่างทรหดอดทน ทั้งรถยนต์ และผู้ร่วมเดินทาง คาราวานเคลื่อนออกจากโรงแรมฮิลตัน

สู่ท่าเรือเมืองเวนิสระยะทางราว 5 กม. ขับนำโดย คุณวุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด สู่ท่าเรือเพื่อนำรถยนต์ขึ้นเฟอร์รี่ เพื่อล่องสู่ เกาะหลักที่เป็นที่ตั้งของจตุรัสซานมาร์โค

ถัดมาอีกราว 2 ชม. เฟอร์รี่บรรทุกรถยนต์ Hilux Revo ก็ลอยลำมาถึงจุดที่มีผู้ใหญ่ของวงการรถยนต์เมืองไทยมารอต้อนรับคาราวาน มาคอยโบกธงยืนต้อนรับอย่างเป็นทางการ หลังจากนั้นร่วมกันถ่ายรูปหมู่ พร้อมกับมีงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จในตอนเย็นอย่างหรูหรา เต็มไปด้วยบรรยากาศแสนชื่นมื่น  We did it.!!!!!!!!

 

ท้ายสุดต้องขอขอบคุณ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ที่ริเริ่มและกล้าทำโปรเจก ที่ยิ่งใหญ่ และดีแบบนี้ และให้โอกาสผมกิตติ นิลถนอม บริษัท ทรานเอเชียรูท จำกัด ได้มีโอกาสได้รับใช้ในครั้งนี้ และขอขอบคุณพี่ๆนักข่าว และผู้ร่วมเดินทางทุก สเตจ ที่ส่งต่อรถกันอย่างดีเยี่ยมโดยไม่เกิดอุบัติเหตุ หรือรถพังแต่อย่างไร และขอบคุณนิตยสาร A Car และ  www.acarnewsonline.com คุณ คุณวชิระ เรืองมาลัย บรรณาธิการอำนวยการ ที่ให้พื้นที่ผมได้เล่าเรื่องอันแสนประทับใจและตีพิมพ์บทความครับ

  

 

Hilux Revo Caravan Trip : EP09

ลุยฝ่าทุกสภาพโค้ง บนเทือกเขา ALPS

 

Hilux Revo Caravan Trip : EP10

ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของการพิสูจน์ระดับโลก