เกาะติด HILUX REVO CARAVAN TRIP

WORLD PROVE BANGKOK–ITALY

คาราวานทริปบทพิสูจน์จริงระดับโลกกรุงเทพ-อิตาลี

สเตจ 2  Dunhuang China สู่ Tashkent Uzbekistan

ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวานทริปทดสอบครั้งประวัติศาสตร์ กรุงเทพฯ-อิตาลี 45 วัน กับระยะทาง 19,250 กิโลเมตร ข้ามผ่าน 2 ทวีป 17 ประเทศ 

โดย : กิตติ นิลถนอม

 

วันที่ 9 ของการเดินทาง

หลังจากกลุ่มนักขับสื่อมวลชนกลุ่มแรกเสร็จสิ้นภาระกิจ กลุ่มที่ที่บินมาร่วมการเดินทางก็มรับไม้ต่อที่เมืองตุนหวง เช้าวันนี้คาราวานจะพาทุกท่านเที่ยวชมเที่ยวชม ถ้ำโม่เกาคู หรือ เชียนฝอต้ง (แปลว่าถ้ำพระพุทธรูปพันองค์) ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก เมื่อปี ค.. 1987 และได้รับการยกย่องเป็นแหล่งพุทธศิลป์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจีน เป็นสิ่งก่อสร้างมหัศจรรย์บนหน้าผาของเขาหมิงซาซาน ได้แกะสลักหน้าผาทางซีกตะวันออกของภูเขา มีความยาวถึง 1,600 เมตร อยู่ท่ามกลางทะเลทรายโกบี ห่างจากตัวเมืองตุนหวง ไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ประมาณ 25 กิโลเมตร ผาหินถูกเจาะเป็นถ้ำจำนวนทั้งสิ้น 492 ถ้ำ


ภายในเป็นที่บรรจุพุทธประติมากรรมและภาพเขียนพุทธประวัติต่างๆ ในอดีตกาลและส่วนใหญ่ของถ้ำแห่งนี้ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา ทุกตารางนิ้วของผนังถ้ำเต็มไปด้วยภาพวาดและรูปสลักทางศาสนา ถ้ำแห่งนี้มีภาพผนังกินเนื้อที่กว่า 45,000 ตารางเมตร นักโบราณคดีตะวันตกขนานนามภาพผนังแห่งนี้ว่าห้องสมุดบนผนังถ้ำโม่เกาคู ดำเนินการก่อสร้างนานนับพันปี ตั้งแต่ราชวงศ์ฉินถึงราชวงศ์หยวน รวม 10 ราชวงศ์ โดยยุคทองอยู่ในช่วงกลางสมัยราชวงศ์ถัง ปัจจุบันโมเกาคู เป็นสถานที่ท่องเที่ยวอีกหนึ่งที่ห้ามพลาดในรายการเส้นทางสายไหม

 

จากนั้นได้นั่งรถกลับโรงแรม ทีมงานเราเตรียมรถ นำรถไปล้างทำความสะอาดจัดของเพื่อรองรับให้บรรดาทีมขับชุดที่ 2 มีความพร้อมและสะดวกสบายในการเดินทาง สเตทนี่จะเริ่มจากเมืองตุนหวง มุ่งหน้าสู่เมืองฮามี่ระยะก็ประมาณสัก490กิโลเมตร เราจะรับประทานอาหารที่โรงแรมก่อนแล้วค่อยออกเดินทางในช่วงบ่ายหลายท่านของสเตท2นี่ได้รับการข่มขู่ จากนักข่าวสเตท1 ว่าการขับโหดมากทรมาณอย่างโน้นอย่างนี้เพราะว่าเป็นการขับระยะยาว วันนี้ก็เลยเป็นการชิมลางสำหรับนักข่าวสเตท 2

 

วันแรกในการเดินทางเริ่มล้อหมุนประมาณบ่ายโมงระยะประมาณ 490 กม. วิ่งทางด่วนมุ่งหน้าเมืองฮามี่สองข้างทางก็สภาพเป็นที่โล่ง แห้งแล้งกึ่งทะเลทรายเหมือนเดิม บางช่วงก็เป็นสลับภูเขาหินบางช่วงก็เป็นพื้นราบมีกรวด บางช่วงก็เป็นดินแดง ถนนเริ่มมีขึ้นลงนิดๆหน่อยๆเหมือนเป็นเนินเล็กๆ ทำให้สวยทำให้เส้นทางมีมิติมากขึ้น สองข้างทางต้องบอกว่าแปลกหูแปลกตามากกับเส้นทางที่เราขับ วันนี้เราขับไปก็ถึงฮามี่ใช้เวลาในการเดินทางราว5ชั่งโมงก็ถึงแล้ว ถึงประมาณสัก1ทุ่มกว่า ฟ้าก็ยังไม่มืด พระอาทิตย์ตกราวสามทุ่มเรียกได้ว่าสตาร์ทวันแรกของกลุ่ม 2 ขับกันสบายๆครับ

 

หลายคนบอกว่าทำไมถึงเร็วจังประมาณว่าขับไม่ได้ยากเย็นเหมือนที่โดนขู่ประมาณนี้นะครับ ก็เส้นทางที่ชุด2ขับนี้ต้องบอกว่ามันเป็นพื้นที่จะราบมากกว่า ไม่ได้คดเคี้ยวขึ้นภูเขา ก็เลยทำให้ทำความเร็วได้ หลังทานข้าวเย็น ก็เลยมีปาร์ตี้หลังรถสักเล็กน้อย โดยมีน้องที่เป็นทีมงานโปรดั๊กชั่น เคยไปประกวดเดอะวอยซีซั่นสุดท้ายที่ผ่านมา เข้ารอบ Blind audition ก็เลยมาร้องเพลงให้ฟังพร้อมก็เปิดเบียร์เย็นๆ อยู่หลังรถก็ครื้นเครงสนุกสนานกันดี

 

วันที่ 10 ของการเดินทาง

จากฮามี่สู่เมืองทูรูฟาน ห่างกันประมาณสัก 410 กม. สภาพเส้นทางก็ยังเหมือนเดิมเมื่อวันวาน วิวก็สลับสวยบ้างไม่สวยบ้าง แต่วันนี้ลมพัดแรงมาก โดนลมปะทะแบบขับรถ รู้สึกได้ว่ารถเซ จับพวงมาลัยต้องเกร็งมือยิ่งเวลาเราขับผ่านรถบรรทุกสิบล้อ ต้องระวังเลยครับ สิบล้อคันใหญ่ๆ ที่มีผ้าใบคลุม พอเข้าไปปั๊บมันจะดูดเข้าไปทางขวาหารถสิบล้อพอแซงสิบล้อปั๊บก็จะโดนลมปะทะมาทางซ้าย นี่ต้องระวังเลยการเดินทาง ก็ไม่ได้มีอะไรน่าตื่นเต้นมาก

 

แต่มีอยู่สถานที่หนึ่งที่เราขับผ่าน ที่อยู่ในความทรงจำของคณะร่วมเดินทางหลายคน คือจุดหลักกิโลเมตรที่ 3333 คือหลักกิโลเมตรนี้เมื่อครั้งในอดีตที่ผ่านมา เราเดินทางโดยไฮลักวีโก้ผ่านมาแล้วเมื่อปี 2007 ในเส้นทางกรุงเทพฯ-ทาซเค้น ผ่านเส้นทางนี้กลุ่มพี่ๆนักข่าวในวันนั้นก็จอดลงไปถ่ายภาพกันวันนี้เลยทำการย้อนอดีตกันไปครับ

มีในคณะ คนที่เคยเดินทางผ่านในเส้นทางนี้ ก็ลงไปถ่ายรูปตื่นเต้นกันใหญ่แล้วกลับมาอีกทีผ่านไป 10 ปีแล้ว หลังจากนั้นเราก็เดินทางมาถึงเมือทูรูฟานเป็นเมืองโอเอซิส เรียกว่ามีความชุ่มชื้นมีการเพาะปลูกอยู่ในเมืองนี้รอบๆจะเป็นทะเลทรายหมด ขึ้นชื่อของเมืองนี้ก็คือไร่องุ่น  สองข้างทางเราก็จะเห็นเป็นสี่เหลี่ยมที่มีรูๆคล้ายๆบ้านหลังเล็กๆอันนั้นก็คือที่อบองุ่นให้เป็นลูกเกต ก็จะมีไร่องุ่นสองข้างทาง และที่เห็นเป็นหัวเหล็กที่งัดขึ้นงัดลงตลอดเวลา นั้นคือ หัวสูบน้ำมัน แถวนี้น้ำมันเยอะมาก

เราเดินทางเข้าสู่เมืองทูรูฟานแวะไปชมหุบเขาไร่องุ่นเรียกว่าเป็นช่องของเขาที่น้ำผ่านจะปลูกเป็นไร่องุ่นส่วนมากไม่ขายสดๆจะมีการนำไปอบแห้งแล้วตรงที่นักท่องเที่ยวเข้าไปชมเขาทำเหมือนแบบเอาต้นองุ่นมาตกแต่งเดินเล่นมีของขายครับช่วงที่คาราวานมาถึงองุ่นยังโตไม่เต็มที่ลูกยังเล็กอยู่เลยน่าจะราวอีกสักเดือนนึงเขาจะมีเทศกาลต่างๆ 

 

 

 

บรรยากาศอะไรต่างๆยังพอเห็น หลังจากนั้นเราไปดูชลประทานน้ำใต้ดิน ชลประทานน้ำใต้ดินที่ว่า มันมายังไงน้ำมาจากไหนที่นี่มีแหล่งน้ำได้ยังไงทั้งๆที่รอบๆมีแต่ทะเลทราย ก็เป็นการไหลจากเมือกเขาเทียนซานเป็นหิมะละลายแล้วก็ไหลมาสู่ที่นี่โดยผ่านใต้ดินที่เค้าเจาะช่องมา

 

อายุของชลประทานใต้ดินนี่ราว2,000 ปีมาแล้ว คนสมัยก่อนมีภูมิปัญญามาก ทำชลประทานแล้ว ผมคิดว่าว่าน่าจะเกิดธรรมชาติก่อนแล้วเห็นช่องทางก็เลยขุด ขุดส่งต่อมา เราไปดูความยิ่งใหญ่ของชลประทานในอดีต เราต้องลงไปใต้ดิน ลึกประมาณ4-5เมตรได้ มีน้ำไหลมาน้ำเย็นมากและไหลแรงแต่อุโมงค์น้ำก็ไม่ใหญ่มาก เสร็จแล้วเราก็เดินทางสู่โรงแรมที่พัก ไม่ไกลจากจุดที่เราดูพร้อมพักผ่อน 

วันที่ 11 ของการเดินทาง

จากเมืองทูรูฟานสู่เมืองคู้เจ๋อหรือโคก้า kuqa จากแผนเดิมที่ต้องไปนอนที่เมืองอัคสุ ที่ไกลกว่า 900 กมเพื่อไม่ให้ขับหนักเกินไประยะทางโดยรวมประมาณ 700 กิโลเมตร ออกจากเมืองทูรูฟาน 9 โมงเช้า เราใช้สูตร 789 ที่นี้เขตซินเกียง จะถือว่าเช้ามากเพราะเขาเริ่มทำงานราว 10 โมง ทำให้ต้องขอโรงแรมเตรียมอาหารเช้าเร็วกว่าปกติ

 

 

คาราวานออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ทิศตะวันตก ในช่วงแรกเป็นสองเลนสวน ก็จะผ่าน 2 ข้างทาง มีทุ่งของกังหันผลิตกระแสไฟฟ้าทุ่งจากพลังงานลม หลังจากนั้นเส้นทางก็ไปเชื่อมกับทางด่วน เส้นทางนี้ที่มาจากเมืองอูรูมฉี เพื่อไปเส้นทางแคสการ์มันจะมีอยู่ช่วงนึงเราต้องผ่านเทือกเขาภูเขาแดง ก็ต้องบอกว่าวิว แสนงดงามมาก สวยงามจริงๆทั้งสองข้างทางเลยเอ่อเปรียบง่ายๆ ว่าเป็นแคนยอนสลับไปมา ของช่วงนี้ ในความสวยงามสองข้างทาง ก็เป็นทั้งชั้นหินเป็นทั้งซอกหินวิ่งตามซอกลำธารไปลัดเลาะไปเรื่อยๆ แปลกตาสวยงามทีเดียว

 

และสิ่งที่ทำให้เราแปลกใจมากที่สุดนะครับก็คือเป็นทางด่วนที่เป็นสี่เลนไปสองเลนกลับสองเลนแต่ปรากฏว่าเราไปสองเลนอย่างเดียวอีกสองเลนกลับมาเนี่ยเรามองไม่เห็นเลยผมเลยดูจาก GPS เห็นเลยว่าวิ่งอ้อมคนละเขา นึกกันเล่นๆว่า ถ้าเกิดคุณเลี้ยวผิดมาแล้วมาเส้นทางนี้เนี้ยไม่มีที่กลับรถเลย ยาวเลยก็ต้องไปกลับรถอีก 30-40 กิโลเลย ก็เป็นเรื่องที่แปลกดี และก็ทำได้ดีด้วยนะครับหลังจากนั้นเราก็จะไปเจอทางร่วมที่ปลายทางตรงที่ก่อนจะแยกเข้าหุบเขาอีกแห่ง

 

เราเดินทางสลับไต่เนินเล็กๆ ลงเนิน วิวสองข้างทางก็สลับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆก่อนเข้าชุมชนก็จะมีพวกต้นไม้ใบหญ้าเขียวๆนะครับแต่ส่วนมากโดยรวมแล้วสองข้างทางก็จะเป็นสภาพหินกรวดแห้งแล้งมากอากาศวันนี้อยู่ประมาณสัก 38-39 องศา ระหว่างทางเราผ่านเมืองโคล่าเมืองที่มีเศรษฐกิจเกี่ยวกับการเจาะน้ำมัน เมืองใหญ่มาก

 

เรามุ่งหน้าต่อเมืองคูเฉ่อก็เส้นทางมีแต่ความแห้งแล้งอากาศในหน้าร้อนอาจจะขึ้นไปถึง 50 องศา ส่วนในหน้าหนาวก็อาจจะลบไปถึง 20 กว่าองศา  ก็ต้องบอกว่ามันเป็นอากาศที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

 

เราเดินทางมาใกล้เมืองคูเฉ่อ สิ่งที่พบเห็นนั่นก็คือเมืองนี้มีโรงกลั่นน้ำมันด้วยแล้วก็มีอะไรต่างๆ เกี่ยวกับที่เก็บถังน้ำมันใหญ่ๆ แบบนั้นเลยครับแล้วก็มีคนงานปั่นจักรยานกันไปมาช่วงโรงงานเลิก  ต้องบอกเลยว่าเมืองนี้น่าจะเป็นอีกเมืองนึงที่ที่มีเศรษฐกิจขึ้นอยู่กับน้ำมัน เรามาถึงที่พักราวหนึ่งทุ่ม กับระยะทาง 700 กิโลเมตร

วันที่ 12 ของการเดินทาง

จากเมืองคูเฉ่อ kuche สู่เมืองคาสการ์ระยะทางราวๆ 720 กิโลเมตร ต้องบอกเลยว่าเขตชินเจียงที่เราเข้ามานี่มีการตรวจเข้มตั้งแต่ปั๊มน้ำมันมีตำรวจเฝ้า การตรวจเช็คทะเบียนต่างๆ มีตำรวจเฝ้าระหว่างเส้นทางแม้กระทั่งที่โรงแรมที่เราพักก็จะมีเครื่องสแกน วัตถุระเบิด เหมือนเราเข้าสนามบินก็จะมีการเอ๊กซเรย์กระเป๋าทุกโรงแรมเลยครับ

 

 

 

และยิ่งเมืองคูเฉ่อเมื่อวานนี้ตำรวจเยอะจริงๆ เลยครับที่โรงแรมเราน่าจะเป็นที่พักของนักธุรกิจ ตำรวจตรวจตราหน้าโรงแรมและในเมืองทุกๆ สี่แยกไฟแดงจะมีตำรวจรักษาการอยู่ก็ต้องบอกเลยว่าซินเจียงนี้ทางการจีนยังต้องคอยระวังเป็นพิเศษ เพราะมีความรุนแรงเกิดขึ้นตลอดเวลาก็ต้องบอกเลยว่ามีแต่ชาวอุยกูร์ และก็มีการเคลื่อนไหวในการที่จะแบ่งแยกดินแดน เพื่อให้ปลดปล่อยซินเจียงออกมาเป็นประเทศแต่คงไม่มีทางหรอก เพราะจีนก็คงไม่ยอมแน่นอน

 

เราเดินทางมาสภาพของสองเส้นทางก็ยังคงคล้ายเดิมเป็นทางด่วนแต่บรรยากาศในการเดินทางทัศนะวิสัยไม่ดีเอาเลยเนื่องจากว่ามีพายุทะเลทรายออกมาตลอดเวลาทำให้ท้องฟ้าจะออกสีฝุ่นตลอดเวลาและบนถนนก็จะมีทรายพัดขึ้นมาลมแรงฟ้าปิดก็การขับขี่การมองเห็นก็น้อยลงทิวทัศน์ช่วงนี้สองข้างทางก็ไม่ได้สวยเท่าที่ควรเนื่องจากว่ามันจะเป็นทางราบมากและก็มีพายุทรายมาจึงมองไม่เห็นสองข้างทางเราเดินทางมาจนถึงเมืองอั๊กสุ Aksu

 

เดิมทีเมืองอั๊กสุนี้เมืองนี้ทีแรกคณะเราจะนอนพักแต่เราปรับเป็นไปนอนที่คูเฉ่อแทนแวะรับประทานอาหารเที่ยงก็เป็นเมืองเมืองหนึงที่มีความเจริญคล้ายๆกับเมืองคูเฉ่อคือจะมีเกี่ยวกับนักธุรกิจมาลงทุนเรื่องเกี่ยวกับพลังงานหลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อสู่คาสการ์สองข้องทางก็ยังเป็นสภาพคล้ายๆเดิมบรรยากาศในการเดินทางก็ทุกคนก็มีความมุ่งมั่นไม่เปลี่ยนแปลงในการเดินทางสู่จุดมุ่งหมายเราถึงคาสก้าร์ก็เป็นเวลาราวสองทุ่มที่พักโรงแรมของเรานี่ต้องบอกว่าอยู่กลางใจเมืองอยู่ใกล้จุดแหล่งท่องเที่ยวสามารถเดินไปได้โดยไม่ไกล

 

วันที่ 13 ของการเดินทาง

วันนี้เราได้ทำการหยุดพักที่คาสก้าร์อีก วัน เพื่อเป็นการหยุดเบรคในการเดินทางระยะยาวของคณะมา และก็เป็นการพักรถด้วย เราก็ได้ออกเดินทางโดยรถบัสไปเที่ยวชมที่แรกได้ไปดูสุสานนะครับแต่ปรากฏว่าฝนตกและก็ทางที่เข้าสุสานนั้นมีการซ่อมทางจะต้องเดินเข้าไป 800 เมตร และฝนตกด้วยเราจึงยกเลิกการเดินทางเข้าไปชมเปลี่ยนไปเป็นตลาดบาร์ซา เอ่อ...เรียกว่าตลาดนี้ที่มีชื่อเสียงเป็นตลาดศูนย์กลางของเส้นทางสายไหมในอดีต ก็ต้องบอกว่าพอไปเยี่ยมชมแล้วร่องลอยความเป็น ตลาดเก่าแก่ในอดีตไม่หลงเหลือเลยครับเป็นตลาดรุ่นใหม่คล้ายๆตลาดทั่วไปในประเทศจีนไปหมดแล้ว

ในตลาดก็มีสินค้ามาขายเป็นลักษณะของสินค้าพื้นเมืองส่วนมากก็มีวางขายแล้วแต่ว่าจะอยู่โซนไหนเสื้อผ้าหมวกรองเท้าจะมีหลายโซนเอ่อตั้งแต่ขายนักท่องเที่ยวขายคนท้องถิ่มแล้วก็โซนอาหารสดมีหลายโซนตลาดก็ใหญ่พอสมควรเราเดินเล่นชมตลาดสักพักนึงเราก็ไปเที่ยวต่อที่เมืองเก่าเป็นเมืองเก่าที่ที่ทรุดโทรมในแบบเมืองเก่าจริงๆ

 

เป็นเมืองเก่าที่ไม่ได้มีการปรับปรุงมีคนอาศัยอยู่ทรุดโทรมมากเราก็เลาะไปตามเนินเขาขึ้นไปชมก็จะมีลักษณะเป็นบ้านดินแบบดั้งเดิมมีการนำเอาเศษฟางผสมมูลสัตว์มาฉาบเพื่อความแน่นหนาอีกทีเหมือนบ้านดินอยู่ต่อกันมาหลายร้อยปีร่วมพันปีสภาพก็พุพังไปตามกาลเวลายังมีชาวมุสลิมที่เป็นถ่ายทอดสืบทอดดั้งเดิมมายังอาศัยอยู่ก็เป็นชุมชนอีกชุมชนนึงที่ยังรักษาไว้

หลังจากนั้นเราเกินทางต่อไปที่อ้ายถีเอ่อร์มัสยิดที่ใหญ่ที่สุดในมณฑลซินเกียงและมีชื่อเสียงที่สุดมีพื้นที่ 16,800 ตารางเมตร สร้างขึ้นในปี ค.. 1442 มีความสูง 12 เมตร ตกแต่งด้วยกระเบื้องอิฐสีเหลือง ตัวมัสยิดสองข้างซ้ายขวามีหอสูง 18 เมตร ภายในสามารถประกอบพิธีละหมาดได้ 10,000 คน แต่ถ้ารวมถึงภายนอกบริเวณมัสยิดสามารถจุคนได้ถึง 30,000-50,000 คน ในเทศกาลสำคัญทางศาสนาทั้งภายในและภายนอกมัสยิดรวมถึงบริเวณจัตุรัสโดยรอบ ชาวมุสลิมนับแสนคนเคยหลั่งไหลมาชุมนุมเพื่อร่วมประกอบพิธีทางศาสนาที่นี่ด้วยความศรัทธา รอบมัสยิดก็จะเป็นเมืองเก่าที่ปรับปรุงมาใหม่ทำได้สวยงามมีร้านค้าแบ่งโซนชัดเจน

โซนนี้เป็นโซนตีเหล็กโซนนี้เป็นไม้แกะสลักโซนนี้เป็นของเล่นเกี่ยวกับหมวกเกี่ยวกับผ้าทำได้ดีเลยครับแล้วก็เดินชมได้รอบๆสามารถหาซื้อของได้แล้วก็เดินเพลินๆเราเที่ยวชมวิถีชีวิตแล้วก็วัฒนธรมมของคนที่นี่ อากาศแย่มากเนื่องจากว่าขนาดเราหยิบไอโฟนขึ้นมาเล่นสักพักเดียวหน้าไอโฟนจะเต็มไปด้วยฝุ่นนะครับและหน้าตาเรานี่พอแตะปั๊บเรารู้ว่าฝุ่นเต็มไปหมดเลยครับทุกอย่างคล้ายเป็นขมุกขมัวจะมีฝุ่นทรายละอองทรายนะครับเศษดินปลิวไปตลอดเวลาก่อนเข้าโรงแรม ข้างโรงแรมเดินไปนิดเดียวจะมีรูปปั้นท่านประธานเหมา เจ๋อ ตุง  อยู่ติดโรงแรม ส่วนฝั่งตรงข้ามจะเป็นสแควร์ จัตุรัส ตรงนั้นเราก็ไปเยี่ยมชมและก็ถ่ายรูป ตรงจัตุรัสมีตำรวจรักษาการอยู่ค่อนข้างเยอะ 

 

วันที่ 14 ของการเดินทาง 

เดินทางจากแคสการ์มาที่เมืองออสวันนี้ระยะทางโดยรวมประมาณ 310 กิโล ก็ต้องบอกว่าเราออกจากเมืองแคสก้าร์ตั้งแต่เจ็ดโมงเช้าก็ต้องบอกว่าฝนพร่ำลงมาตั้งแต่เช้าเลยขบวนขับผ่านรูปปั้นประธานเหมาเจ๋อตุง ที่อยู่ข้างโรงแรมเดินทางมุ่งหน้าสู่ชายแดน สภาพเส้นทางโดยรวมตอนแรกก็ยังเป็นทางด่วนสี่เลน พอเราขับมาได้ประมาณสัก100กิโลจะมาถึงจุดที่ต้องบอกว่า ที่ทำพิธีการข้ามแดนของทั้งคนและรถยนต์ที่นี่เลย ทั้งที่ชายแดนจะอยู่ห่างออกไปประมาณ140กิโลชายแดนระหว่างจีนกับกีกีสถาน แต่ปารกฏว่าทางจีนได้ทำการเอา ตม และศุลกากรทั้งหมด มาอยู่ที่ตรง 100 กิโลนี่แทน ชื่อเมือง Ulugqat

 เราต้องผ่านขั้นตอนทั้งหมดเหมือนอยู่ชายแดนเลยก็คือผ่านขั้นตอนของตรวจคนเข้าเมืองก็คือคนเข้าไปทั้งคนผู้โดยสารและก็คนขับและก็ผ่านขั้นตอนของศุลกากรของประเทศจีนมาตรวจรถตามใบอนุญาติที่เราแจ้งไว้นำออกก็ใช้เวลาทั้งหมดราวสองชั่วโมงครี่งหลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อจากจุดนี้ไปถึงชายแดนเป็นทางด่วนสวนเลนก็คือเป็น เลนสวนราว 140 กิโลเมตรวิวทิวทัศน์ก็สลับไปสวยงามบ้าง เส้นทางเหมือนจะขึ้นตลอดนะครับเพราว่าตรงชายแดนนั้นจะมีระดับความอยู่อย่างต่ำ 3000 เมตร ไปถึงตรงชายแดนจีน เราก็ผ่านขั้นตอนการตรวจจะมีด่านทหารอีก ด่านทหารมีการตรวจเอกสารต่างๆที่เราทำเรื่องมาเราไปถึงปั๊บก็จะมีประตูกั้นตรงด่านประตูคือปิด เหมือนประตูม้วนตามบ้าน เราต้องวิ่งผ่านลอดประตูเหล็ก แต่เป็นประตูนี้ดึงมาปิดสนิท มองไม่เห็นอีกด้าน

 

เราไปถึงประมาณสักบ่ายโมงสี่สิบห้าประตูนี้จะเปิดอีกทีบ่ายสองครึ่งเราก็รอเป็นคันแรกๆของรถกลุ่มนี้พอสองโมงครึ่งปั๊บประตูก็จะเปิดขึ้นเราก็วิ่งทะลุประตูไปช่วงที่วิ่งไปแล้วยังเป็นแผ่นดินจีนอยู่ประมาณสัก1กิโลต้องบอกว่าจากนั้นเราก็ถึงตัวทำการด่านของประเทศกีกีสถานเราก็เข้าไปทำเรื่อง ทั้งคนและเรื่องรถตามขั้นตอน ช่วงไปถึง มีฝนก็เริ่มโปรยเม็ดลงมา เจ้าหน้าที่ก็เรียกให้เราไปประทับตราหนังสือเดินทางหลังจากเรื่องคนเสร็จ มีอีกทีมหนึ่งไปทำเรื่องรถยนต์ รวมเวลาแล้วฝั่งกีกีสถาน ราวๆ ไปชั่วโมง รวมแล้วสองด่านก็ปาไป4-5 ชั่วโมงในความคิดเห็นผมก็ถือว่าไม่นานจนเกินไปนะครับเพราะว่าปกติเรามาเป็นหมู่คณะการผ่านด่านทั้งรถเยอะคนเยอะถือว่าเวลาไม่นานจนเกินไป

จบกระบวนการข้ามแดนคาราวานออกเดินทางสู่เมืองออชระยะทาง 70 กิโลเราเริ่มขับรถไต่เขาขึ้นเรื่อยๆวิวเริ่มเปลี่ยนจากความแห้งแล้งมาเป็นทุ่งหญ้าสีเขียวเนินเขาสูงยิ่งขับสูงขึ้นเราเจอสิ่งมหัศจรรย์ของวิวธรรมชาติแบบเกินพรรณาจริงๆมีความสวยงามของโค้งคดเคี้ยวภูเขาสูงทุ่งหญ้าและก็ภูเขาหิมะต้องบอกเลยว่าทั้งคาราวานตื่นตาตื่นใจวิวกับสองข้างทางเป็นอย่างมากทุกคนบอกอยากตะโกนว่านี่เป็นสวรรค์หรือป่าว ทำไมมันสวยอย่างนี้ต้องยอมรับว่ามันสวยจริงๆ

ถึงแม้ว่าผมเดินทางผ่านมาหลายๆประเทศแล้วแต่ตรงจุดนี้สวยงามมากๆหลายๆเส้นทางก็มีเสน่ห์ของตัวเองเส้นนี้ไม่แพ้เส้นอื่นเลยจะผสมเอาวิวของประเทศมองโกเลียกับทิเบตมารวมตัวกันก็จะมีวิวของกระโจมด้วยเข้ามาเพราะเป็นชุมชนคล้ายๆชาวเติร์กอาศัยในกระโจมและเลี้ยงสัตว์แบบเร่ร่อน

อากาศหนาวเย็นตลอดเส้นทางอุณภูมิลดลงมาถึงเลขตัวเดียวระดับความสูงที่วิ่งมาก็ปาเข้าไปร่วมสี่พันเมตรถือว่าสูงเลยที่เดียวอากาศก็เริ่มมีฝนโปรยๆเล็กน้อยหลายท่านเอ่ยว่าต้องบอกว่า 70 กิโลนี่เป็น 70 กิโลที่จะไม่มีการลืมเลือนเลยเราแวะถ่ายรูป พร้อมกินกาแฟ อย่างมีความสุข หลังจากนั้นเราก็มาถึงที่เมือง Sary Tash อย่าเรียกว่าเมือง เพราะเป็นเพียงหมู่บ้านเล็กที่หนาวเย็น แต่แฝงไว้ในบรรยากาศที่แสนจะอบอุ่นจากมิตรไมตรีของคนในพื้นที่แห่งนี่ ไปพักที่เกตเฮ้าส์ เราก็แบ่งเป็นพักสองที่เพราะว่าที่พักไม่พอ นอนรวมกัน หนึ่งห้องราว4-5 คน สถานที่ดูสะอาดพอได้

 

 

ก็อยู่กินกับชาวบ้านกลมกลืนทุกคนมีความสุข กับอากาศที่หนาวและวิวแสนสวย อาจลำบากเรื่องส้วมหน่อย เพราะเป็นส้วมแบบตระเวต หรือส้วมหลุม มีกลิ่นของเก่าก็ขึ้นมาและสามารถมองเห็น ของคนที่แล้วอีกด้วย เลยทำให้การลำบากนิดนึงบางคนไม่คุ้นเคย ก็มีข้อดีเป็นการฝึกจิตและความแม่นยำในการปล่อยของ  (555)  ก็เป็นวิถีชีวิตดั่งเดิมของชาวต่างจังหวัดที่นี่ทุกคนรับได้ครับคืนนี้เราร่วมรับประทานอาหารมื้อค่ำร่วมกันโดยมีเจ้าของบ้านมาดูแลบริการอย่างใกล้ชิดกินข้าวเสร็จบางท่านก็พักผ่อนแต่หลายท่านยังพูดถึงความสุขของการเดินทางในวันนี้

วันที่ 15 ของการเดินทาง

มุ่งหน้าเข้าเมืองออช ก็ระยะทางแค่ 180 กิโลเอง เราวิ่งมาจากจุดสูงสุดค่อยๆ ลดลงมา วิวจากภูเขาหิมะ ก็เปลี่ยนไปจะเป็นภูเขาทุ่งหญ้าสีเขียวขจีต้องบอกว่าวิวก็ไม่ยิ่งหย่อนกันเพียงแต่แค่ไม่มีหิมะเท่านั้นเองครับ ก็สวยงามมีโค้งพับคดเคี้ยวพับผ้าหลายที่เราก็วิ่งมาถึงจุดที่มีการเล่นสกี ถ้าเป็นในหน้าหนาว

ตอนนี้ก็เป็นที่เลี้ยงสัตว์คนก็มาแคมป์ปิ้งมีกระโจมคล้ายชาวมองโกล สองข้างทางเราก็วิ่งตามลำธารน้ำมาเรื่อยๆ เดินทางจนถึงเมืองออชตอนบ่ายโมงระยะทาง 180 กิโลเมตรเองครับ  เมืองออช เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสองของประเทศกีกีสถาน เข้าที่พักแล้วก็ไปทานข้าวช่วงบ่ายจะไปเที่ยวชมเมือง

เราเลือกไปชมตลาดประจำเมืองที่ชาวบ้านต้องมาจับจ่ายใช้สอยเพื่อมาดูวิถีชีวิตแท้ๆ ของชาวกีกีสถานในเมืองยังมีชาวบ้านบางท่านไม่ให้เราถ่ายรูปเราเข้าใจและขอโทษหลังจากนั้นเราไปจุดที่สูงสำหรับชมวิวของเมืองและเป็นพิพิธภัณฑ์อีกด้วยหลายคนสนุกสนานในการปีนเขาไปในเส้นทางแบบธรรมชาติ

 

วันที่ 16 ของการเดินทาง

จากเมืองออช สู่  เมืองทาชเค้นส์ ระยะทางราว 310 กม ชายแดนอยู่ไม่ไกลราว กิโลเมตร เราให้พี่ๆผู้สื่อข่าว เดินทางไปก่อนโดยรถตู้ เพราะเรารอการยืนยันจากตัวแทน และกลัวนานคิดว่าจะให้พี่ๆผู้สิ่อข่าวเดินทางล่วงหน้าจะได้ไม่รอนาน แต่ในที่สุดก็เปลี่ยนแผนตามมาและข้ามไปพร้อมกัน

.ชายแดน เราทำเรื่องการออกจากประเทศกีกีสถานใช้เวลาไม่นานมากราวชั่วโมงเดียว แต่พอเราเข้าสู่ด่านประเทศอุชเบกีสถาน คุณจะได้ประสบการณ์ดีๆ และไม่เหมือนที่ไหน โดยการทำงานที่ช้าที่ละเอียดมาก การผ่านด่านของแต่ละบุคคลจะรอการประทับตรา กรอกเอกสารแสดงของมีค่าของศุลกากรของแต่ละคนและมีการตรวจค้นอย่างละเอียด ผมต้องแสดงเงิน โทรศัพท์ กล้องถ่ายรูป คอมพิวเตอร์ และที่สำคัญการห้ามสิ่งลามกเข้าประเทศ รวมถึงรูปภาพที่อยู่ในโทรศัพท์มือถือ ผมโดนตรวจรูปร่วมหมื่นรูปในไอโฟน พร้อมคลิปราวครึ่งชม. ไม่อยากจะบอกว่าผมโดนลบคลิปไปสิบกว่าคลิปและภาพนิ่งที่รูปเซ็กซี่และรูปโป้อีกร่วมห้าสิบรูปแต่ละคนใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมง

เรื่องรถยนต์ให้ผ่านด่านทีละ 5 คัน แต่ละคันทำเอกสารนานมาก และมีการตรวจค้นอย่างระเอียดเช่นเดียวกัน เอาสุนัขมาดม เจ้าหน้าที่รุมค้น และใช้เครื่องสแกนรถทั้งคันอีกที สรุปว่าพวกเราโดนเจ้าหน้าที่จะยึดโดรน 3 ลำ ห้ามเอาเข้าประเทศเด็ดขาด จึงขอต่อรองให้ไกด์ฝั่งโน้นมาเอาไปและจะส่งตามเราไปที่อื่น ใช้เวลาผ่านสองด่านราว 7-8ชม

เริ่มเย็นแล้วเรารีบออกเดินทางสู่เมืองทัชเค้นส์ทันทีแวะกินข้าวและเส้นทางมีการทำทางเกือบตลอดกว่าเราจะถึงที่พักในเมืองทัชเค้นส์ราวตีสี่ เลยทีเดียวเล่นเอางอมไปตามกัน

 

เช้าวันที่ 17

 นักข่าวชุดที่สองก็ไปเที่ยวชมเมืองและก็เดินทางกลับผ่านดินแม่โดยสวัสดิภาพ ส่วนทีมงานนอนที่นี่อีกคืนเพื่อทำการ ล้างรถและเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง เตรียมความพร้อมรอนักขับชุดที่ 3 ที่จะมารับไม้ต่อไป

 

Hilux Revo Caravan Trip : EP03 

ฝ่าทะเลทรายสุดโหด จุดเริ่มต้นสู้เส้นทางสายไหม 

Hilux Revo Caravan Trip : EP04

สิ้นสุดแดนแผ่นดินจีนที่กว้างใหญ่