HILUX REVO CARAVAN TRIP WORLD PROVE BANGKOK – ITALY

คาราวานทริปบทพิสูจน์จริงระดับโลกกรุงเทพ-อิตาลี

สเตจ 4 เตหะราน อิหร่าน สู่ อิสตันบูล ตุรกี   

โดย : กิตติ นิลถนอม

ในสเตจนี้มีเรื่องเสียวสันหลังตั้งแต่วันแรกที่ได้เหยียบฮิลตัลบูล เพียงคล้อยหลังจากสนามบินิลตัลบูลสู่เตหะรานไม่กี่ชั่วโมง ข่าวช็อกโลกก็เกิดที่สนามบินแห่งนี้ เมื่อกลุ่มไอเอสได้กราดยิงผู้บริสุทธิ์ในสนามบินบาดเจ็ด ล้มตายกันมากมาย ทำให้นักข่าวทริป 3 และ 4 อกสั่นขวัญผวากันตลอดการเดินทาง ต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นอีกเป็นเท่าตัว จากที่เคยหวาดๆกันอยู่แล้ว ก็ยิ่งกังวลไปกันใหญ่ แต่ก็ไม่ได้กระทบกระเทือนกับภารกิจยิ่งใหญ่ของขบวนคาราวานทริปบทพิสูจน์จริงระดับโลกกรุงเทพฯ-อิตาลีในครั้งนี้ เพราะทุกคนมั่นใจว่าการคิดดี ทำดีย่อมส่งผลต่อกับพวกเราให้แคล้วคลาดจากอันตรายๆต่างๆที่จะเกิดขึ้นแน่นนอน

 

วันที่ 27 ของการเดินทาง (เตหะราน-ทาบริช)

ในวันที่ 27 ของการเดินทางของนักข่าวสเตจที่ 4 เริ่มต้นจาก Tehran สู่เมืองทาบริช ระยะทางวันนี้ขับก็ประมาณ 600 กว่ากม. เมื่อวานนักข่าวกลุ่มที่ 3 ก็เดินทางมาถึง Tehran และได้กินข้าวร่วมกันระหว่างกลุ่มที่ 3 และ 4 วันนี้กลุ่มที่ 3 ก็เดินทางกลับโดยเครื่องบินจาก Tehran สู่กรุงเทพ

นักข่าวสเตจที่4 พร้อมแล้ว ในตอนเช้าของวันนี้เพื่อจะเดินทางสู่เมืองชายแดน ทั้ง 2  กลุ่มกินข้าว กินปลา กันเรียบร้อยแล้ว และได้ออกมาถ่ายรูปหมู่หน้าโรงแรม พร้อมฝูงม้าศึกทั้งโขลงให้กับนักข่าวสเตจ 4 เพื่อขับเคลื่อนโตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ ไปยังจุดหมายปลายทางให้สำเร็จจงได้

 

หลังจากถ่ายรูปหมู่กันเป็นที่เรียบร้อย คณะของเราพร้อมออกเดินทางTehran เช้านี้รถยังไม่ติดนะครับ เนื่องจากอยู่ในช่วงการถือศีลอด ซึ่งจะนอนดึกกัน เนื่องจากทุกคนจะออกศีลได้ราวๆ 3 ทุ่ม กว่าจะทานอาหารกัน กว่าจะทำอะไรต่างๆนานๆ เกี่ยวกับชีวิตประจำวันเสร็จ ทำให้ต้องนอนดึกแล้วตื่นส่าย เราออกจากเมืองทาบริช มุ่งหน้าถนน 4 เลนเป็นถนนอย่างดี ไปทางทิศตะวันตก

 

ช่วงแรกก็ผ่านเมืองบริวานเมืองเล็กเมืองน้อยอยู่ก็ใกล้กับเมือง Tehran ก็พอออกนอกเมืองแล้ว การจราจรเริ่มหนาแน่นมากครับ มีทั้งรถบรรทุก การขนส่ง การเดินทางของคนในพื้นที่ ที่นี่เป็นเมืองย่อยๆอยู่ติดๆกัน เหมือนจะเป็นเขตนิคมอุตสาหกรรม พอวิ่งผ่านไปก็เจอคนงานเจอรถบรรทุกต่างๆ เต็มไปหมด ทุกคันมุ่งหน้าสู่เมืองต่อไป

ระหว่างทางเราได้ชมวิวสวยสลับกันไปสวยของ Vally เขาที่สลับต่างกันไป ผสมผสานกับทุ่งนาข้าว และภูเขาหินค่อนข้างแปลกตาทำให้วิวรอบๆตัว ระหว่างเดินทางไม่น่าเบื่อ เราเดินทางทั้งวันเลยกว่าจะมาถึงเมืองทาบิชได้ก็ประมาณ 2 ทุ่ม 2 ทุ่มที่นี้ยังไม่มืด เมืองนี้ต้องบอกว่าเป็นอีกชื่อหนึ่งที่อยู่ในเมืองอาเซอร์ไบจานตะวันออกที่เป็นชื่อแบบนี้ ก็เพราะว่าในอดีตที่ตรงนี้เคยเป็นเขตปกครองของอาเซอร์ไบจาน ซึ่งมีชนชาติอาเซอร์ไบจานอาศัยอยู่

 

แต่ในปัจจุบันอยู่ในเขตการปกครองของอิหร่านไป เมืองทาบิชมีบ้านเรือน ถนนหนทางต่างๆเรียบร้อยดีมากแม้จะอยู่ตรงเนินเขา พวกเราก็แปลกใจว่าทำไมเมืองนี้ถึงเรียบร้อยมากขนาดนี้ จังหวัดนี้ทางทิศเหนือจะติดกับอาเซอร์ไบจานและอาร์มีเนีย ทางด้านซ้ายติดประเทศตรุกี

วันนี้ถือว่าหนักพอสมควรสำหรับนักข่าวสเตจ 4 เพราะเป็นวันแรกของการขับขี่ แม้จะได้พักผ่อนกันบ้างแล้ว แต่ด้วยเวลาที่แตกต่างจากเมืองไทย หลายท่านอาจรู้สึกเพลียๆได้  หลังเข้าที่พักจึงปล่อยให้นักข่าวเสตจ 4 ได้พักผ่อนกันเต็มทีอีกสักวันครับ

 

วันที่ 28 ของการเดินทาง (ทาบริช-โดกุเบยาซิต)

สำหรับวันที่ 2 ของการขับรถของสเตจ 4 เป็นการเดินทางรวมของทริปวันที่ 28 เพื่อมุ่งหน้าสู่ชายแดนตรุกี วันนี้เราออกจากเมืองทาบิชสู่ชายแดนระยะทางราว 270 กม. ในช่วงแรกๆเป็นถนน 4  เลน หลังๆ สลับเป็น 2 เลน บ้าง 2 เลนสวนไปถึงจนถึงชายแดน จะเห็นเป็นภูเขาหิมะ ตั้งอยู่ชายแดนฝั่งอิหร่าน ก็จะเป็นเมือง barzagan

ส่วนฝั่งนู่นเป็นเขต Dogubayazit เราขับมาถึงด่านของอิหร่านมีรถบรรทุกจอดเรียงกันยาวมาก รอการข้ามด่าน เราได้ขับแซงไปเรื่อยๆ จนเมื่อไปถึงชายแดน สัมผัสได้ถึงความเรียบร้อยมีมาตราฐาน เพราะมีการข้ามของนักท่องเที่ยว การค้าขายและขนส่งเป็นประจำ คณะของเราติดต่อตามขั้นตอน ปกติ

เสียเวลาในการผ่านตม.อิหร่านสักไม่น่าเกินชั่วโมงครึ่ง เราก็สามารถเคลื่อนตัวเดินทางผ่านความเรียบร้อยของอิหร่านได้

จากนั้นได้ลาไกด์ที่ดูแลเราอย่างดี ในฝั่งอิหร่านต้องบอกว่าด่านนี้ อยู่ตรงเนินเขาของทั้ง 2 ประเทศ หลังจากผ่านด่านได้แล้ว เราก็ข้ามไปที่ตรุกีต้องบอกว่าด้านนี้ เหมือนกับด่านที่เติร์กกับอิหร่าน คือไม่มีโนแมนแลน มีประตูกั้นอย่างเดียวประตูฝั่งอิหร่านกับประตูฝั่งตรุกีก็เปิดเข้าไปได้เลย คือว่าเปิดแล้วทางตุรกีก็รับเข้าไปถึงฝั่งตุรกี ไม่ได้ยุ่งยากอะไรนะครับ รถก็แทบไม่ได้ตรวจเหมือนสุ่มตรวจแค่3 คันเองครับ

เสร็จสิ้นกระบวนการเราก็ไปทำการเรื่องรถ passport แล้วก็ไปซื้อประกันเพิ่มเติมตามกฎหมายของเขา โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชม.นิดๆ โดยรวมๆแล้ว 2 ด่าน ร่วมๆ 4 ชม. ในความคิดของผมแล้ว ก็โอเคเลยครับ เพราะคณะของเรามีรถเยอะและคนก็มีจำนวนมาก  อีกทั้งเราไม่ได้ข้ามด่านกันเป็นประจำเหมือนพวกรถขนส่งหรือโดยสาร การใช้เวลาในการผ่านด่านประมาณนี้จึงถือว่าใช้เวลาไม่มากนัก

 หลังจากผ่านด่านเป็นที่เรียบร้อย เราก็ไปนั่งรับประทานอาหารเที่ยงกัน หุงข้าวกันเอง เปิดอาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง หอยกระป๋อง  มาม่ากินแบบเรียบง่ายแต่อร่อย เมื่อทุกคนได้เติมพลังงานเป็นที่เรียบร้อย เราก็ออกเดินทางต่อสู่เมือง Dogubayazit  ระหว่างทางเราได้แวะชมความงาม ของภูเขาอารารัต ตั้งอยู่ทางตะวันออกของประเทศตุรกี ใกล้กับพรมแดนประเทศอิหร่าน

อารารัตมีลักษณะเป็นภูเขาไฟที่มียอดแหลมบนยอดปกคลุมไปด้วยหิมะมีความสูง 5,137 เมตรเป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศตุรกี ติดๆตรงชายแดนเลย และเป็นภูเขาที่นักปีนเขา นิยมมาปีนสะสมประสบการณ์กันครับ 

ก่อนเข้าเมืองเราได้แวะไปชมตำนานเรื่องเกี่ยวกับเรือโนอาห์ ซึ่งเราได้นำไฮลักซ์ รีโว่ขับรถไต่เขาสูงผ่านค่ายทหารผ่านเนินสวยๆจนสุดท้ายไปจบอยู่ด้านบน ซึ่งพวกเราก็ได้พบกับภาพเรือโนอาร์ที่ได้ถูกกล่าวถึงในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ก่อนที่พระเจ้าจะทรงทำลายมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำท่วมโลกพระองค์ทรงเห็นว่าโนอาห์เป็นคนดี ก่อธรรมดี  ท่านจึงมีพระบัญชาให้โนอาห์นำสิ่งครอบครัว โดยมีลูกชายของโนอาห์ 3 คนได้แก่ เชม ฮาม และยาเฟท พร้อมอาหารสำหรับโนอาห์ ครอบครัวและสำหรับสัตว์ที่พระเจ้าทรงกำหนด 

นก และ สัตว์เลื้อยคลานชนิดละ 1 คู่ (ตัวผู้ 1 ตัวและตัวเมีย 1 ตัว) เนื้อหาในส่วนนี้อ้างอิงมาจากพระธรรมปฐมกาล ซึ่งกล่าวถึงการสร้างเรือของโนอาห์ตามพระบัญชาของพระเจ้า เพื่อช่วยให้ครอบครัวของโนอาห์และรักษาพันธุ์สัตว์บนโลกนี้ไว้เมื่อโนอาห์ประกอบเรือเสร็จพระเจ้าทรงบันดาลให้ฝนตกหนัก 40 วันและเกิดน้ำท่วมแผ่นดินเป็นเวลา 150 วันจนผู้คนและสิ่งมีชีวิตทั่วโลกตายจนหมดสิ้นพระเจ้าจึงทรงกระทำให้น้ำลดลงใช้เวลาอีก 150 วันแผ่นดินจึงแห้ง 

ส่วนเรือโนอาห์นั้นไปค้างอยู่บนยอดเขาอารารัต โนอาห์และครอบครัวได้ลงจากเรือ เมื่อน้ำแห้งดีแล้วและใช้ชีวิตตามปกติต่อไปในครั้งนั้น พระเจ้าทรงมอบรุ้งกินน้ำเป็นพันธสัญญาว่าจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเพื่อทำลายล้างมนุษย์อีก ไกด์ชี้ให้เราดูว่านี้คือเรือโนอาห์  ซึ่งเป็นเรื่องเล่า บ่งบอกถึงความเชื่อของคนศาสนาคริสต์ เราต้องให้ความเคารพ

และคณะของเราต้องการจะถ่ายรูปกับภูเขาอารารัต ไกด์จะพาไปจุดที่สวยตัดผ่านหมู่บ้านไปข้างหลังก็จะเป็นภูเขาหิมะ เราเลยได้มีโอกาสไปทำกิจกรรมขับรถเล่นด้านใน พร้อมกับการถ่ายรูปภูเขาหิมะ สวยงามมากๆ ที่ตรงนี้เราก็ใช้เวลาไปกับการพักเบรก เพื่อดื่มน้ำชา-กาแฟ แวะชมธรรมชาติอันสวยงาม

หลังจากนั่นเราก็เดินทางต่อสู่ Dogubayazit แบบสบายๆ และรับประทานอาหารเย็นที่ชั้น 7 ได้ชมวิวภูเขาหิมะสวยมาก คณะคาราวานไฮลักซ์ รีโว่ ได้ดื่มด่ำกับอาหารมื้อค่ำไปพร้อมกับวิวของภูเขา ในวันนี้ทุกคนมีความสุขเลยมีการจัดคอนเสิร์ตเล็กๆน้อยๆ เพื่อให้สมกับบรรยากาศที่มีความสุข โดยนักดนตรีทีมงาน transasia มาขับกล่อมพอสมควรแก่เวลาเท่านั้นครับ เพราะหนทางของนักข่าวสเตจ 4 ยังอีกยาวไกล

 

 

วันที่ 29 ของการเดินทาง (โดกุเบยาซิต-มาร์ดิน)

วันที่ 3 ของการขับรถของนักข่าวสเตจที่ 4 และเป็นการเดินทางของกลุ่มวันที่ 29  เริ่มต้นออกจากเมือง Dogubayazit มุ่งหน้าสู่เมืองมาร์ดินระยะทางโดยประมาณ 600 กม.บอกเลยว่าวันนี้เดินทางไกลอีกวัน โดยมุ่งหน้าสู่ชายแดนใกล้ประเทศซีเรีย ต้องย้ำอีกครั้ง ก่อนเดินทางมานี้ วันที่นักข่าวมาถึง ก็มีเหตุการณ์ที่เมืองฮิลตัลบูล คือมีเหตุการณ์ระเบิด 2 ครั้งที่สนามบิน มีคนเสียชีวิต บาดเจ็บ ล้มตาย ทำให้บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ผู้ดำริการจัดบทพิสูจน์จริงระดับโลกของคาราวานไฮลักซ์ รีโว่ กำชับ และสอบถามมายังทีมงานของทรานเอเซียตลอดเวลา ถึงความปลอดภัยในการเดินทางครั้งนี้ ว่าเป็นอย่างไร

แต่สามารถที่จะเดินทางต่อไปสู่เป้าหมายได้หรือไม่  ผู้บริหารทุกๆท่านใส่ใจ และกระชับกับทีมนำทางของเราตลอดถึงความปลอดภัยของทุกคนในขบวนคาราวานครั้งนี้  หากไม่มั่นใจต้องบอก ซึ่งผมมั่นใจและยังคงมุ่งมั่นว่า พวกเราต้องผ่านบทพิสูจน์ครั้งนี้ไปได้อย่างสบาย ด้วยความดี คิดดี ทำดี  ก่อนพวกเรามุ่งหน้าสู่เมืองมาดินใกล้ๆชายแดนซีเรียและอิรัก ก็เช่นกัน ก็เกิดข่าวคราวของสถานการณ์ไม่สู้ดี ทำให้มีความกังวลอยู่เล็กน้อย

แต่พวกเรายังคงเชื่อมั่น  พร้อมมุ่งหน้าสู่ทะเลสาบวาน ทะเลสาบน้ำจืด และทะเลปิดในอดีตตั้งในประเทศอาร์มีเนีย ถ้าในกลุ่มประเทศคอเคซัสทะเลสาบนี้ เป็นหนึ่งในทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุด ทะเลสาบวาน ล้อมรอบไปด้วยแม่น้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำฮราซดาน แม่น้ำมาสริค ฯ และมีเมืองล้อมรอบมากมาย มีภูเขาสูงโอบล้อม

เมื่อมาถึงทะเลสาบชื่อดังเช่นนี้เราไม่ยอมพลาด เราได้แวะทำอาหารกินริมทะเลสาบวาน ใช้เวลาในการเตรียมกับข้าวเอาปลากระป๋องมาทำกินกันหลายอย่าง  ใช้เวลาไม่นานมาก 01 ขับไปก็หุงข้าวไป เราเลยไม่เสียเวลาในการรอข้าวสุก พอถึงทำเลเหมาะริมทะเลสาบวานสวยงามมากๆเรา ริมทะเลสาบวานก็จะเห็นภูเขาหิมะอีก2-3 ลูก และยังคงมีหิมะหลงเหลืออยู่สลับกับวิวสวยงามของทะเลสาบ เกินคำบรรยายครับ

หลังรับประทานอาหารกันเสร็จสรรพ ขบวนพร้อมเดินทางต่อ แต่ทุกคนเกิดอาการหลอนทั้งกลุ่มระหว่างที่เรามุ่งหน้าสู่เมืองมาร์ดิน เมืองทางตอนใต้ แต่สิ่งที่ทำให้เราเกิดอาการขวัญผวาเล็กน้อย  ช่วงก่อนถึงเมือง batman เราได้ไปดูสะพานโบราณสะพานสมัย 600 ปีที่ผ่านมา ที่สร้างไว้หลังจากนั้น เราออกเดินทางต่อสังเกตเห็นชาย2 คน พร้อมรถเก๋งมาโบกคาราวานเราผมกำลังออกเดินทาง แต่ก็จอดหลบมาข้างรถ เขาถามเป็นภาษาตรุกี ผมก็ยกมือ ตอบไม่รู้เรื่อง เขาเรื่องถามกลับมาเป็นอังกฤษว่า go where ผมบอกว่ากลับไปว่ามาร์ดิน ชายที่คุยกับผมก็หันหน้าไปพยักหน้ากับอีกคน ผมก็ออกรถเพราะขบวนออกไปแล้ว

ปรากฏว่ารถ service เห็นชาย2 คนนั่นพกปืนอยู่ด้านหลัง แต่แต่งตัวธรรมดานะครับ  มีพกปืนอย่างนี้ เขาคือใคร คำถามเกิดขึ้นมาทันที หันไปดูกระจกหลังยังขับตามมาด้วย ผมจึงเสนอในคาราวานว่า  ถ้าเป็นแบบนี้จอดถาม ว่าเขาเป็นตำรวจรึเปล่า ถ้าไม่เป็นก็ได้รู้ไปเลยว่าเป็นใคร ยังไงเพราะทุกคนก็ขวัญผวากลัวว่าเป็นพวก Isis รึเปล่าส่ายลับส่งข้อมูลว่ามีพวกเราขับไปด้านหน้า พวกเราจึงตัดสินใจชะลอและจอดรถทั้งขบวน ปรากฏว่าเขาขับเลี้ยวหายไปอีกทาง โล่ง...

จากนั้นขบวนคาราวาน ไฮลักซ์ รีโว่ จึงเดินทางต่อ ด้วยความกังวลนิดๆ  เท่าที่ผมรับรู้ได้ และแล้วคาราวานก็เลี้ยวมาผิดทางจริงๆ  โอ้!! แม่เจ้าคาราวานจำเป็นจะต้องย้อนเลี้ยวกลับมาทางเดิมอีกรอบนึ่ง สมองเริ่มคิดๆ ๆๆ 555  ดังนั้นเวลามีรถขับผ่านหรือมาใกล้ พวกเราจะพยายามดูอย่างเพ่งพินิศ ว่าใช่หรือเปล่าหว้า?  ทุกคนจะหันหน้าไปมองคล้ายกันหมด ในความคิดผมถ้าเกิดว่าถ้าเป็นจริงๆ อยากให้ไกด์ลงไปเจรจาเลยว่าเป็นตำรวจรึเปล่าหรือเป็นใคร?  เพราะขณะนั่นหลายคนกังวลอยู่เหมือนกันสุดท้ายผมในฐานะผู้นำขบวนพยายามสลัดออกจากความกังวลและนำขบวนเดินทางต่อแบบสยิวๆ ต้องหันหลังมองกระจกเป็นระยะๆ

 การเดินทางต่อสู่เมืองมาร์ดินของเราเป็นไปแบบระมัดระวังมาก ระหว่างทางมีเรื่องให้ขำได้เล็กน้อย เมื่อมีสมาชิกหลายคน นึกตลกว่าทำไมต้องชื่อเมือง batman มันเกิดจากอะไร ยิ่งขับไปๆก็จะเจอ  batman university  มีเพื่อนท่านหนึ่งบอกว่านี้ต้องไปเรียนมัธยม ที่โรงเรียนโรบินก่อนรึเปล่า ซึ่งช่วยให้ทุกคนได้ผ่อนคลายจากเหตุการณ์ระทึกที่ผ่านมาได้บ้าง หลังจากที่เงียบสนิทมานาน เสียงหัวเราะ ช่วยให้ทุกคนเบาสบายขึ้น  ระหว่างเดินทางสู่เมืองมาร์ดิน ต้องผ่านเมืองเก่าอีกเมือง มีสะพานเก่าอีกสะพานที่นี่สวยมากที่เดียว เขตที่เราไปเป็นเขตเจริญแล้วของเมโสโปเตเมีย

 เนื่องด้วยมาดินตั้งอยู่บนที่ราบของเมโสโปเตเมีย ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศตุรกี เป็นเมืองโบราณและมีสถาปัตยกรรมที่เป็นที่รู้จักดี โดยการสร้างขึ้นด้วยหินที่นำมาวางซ้อน ตกแต่งกันอย่างสวยงาม เป็นที่เก่าแก่ที่สุดบนพื้นที่เมโสโปเตเมียตอนบนการขุดค้นโบราณสถานในเมืองนี้มีขึ้นในปี ค.ศ.1920 และพบว่าซากเมืองที่เหลืออยู่ มีอายุย้อนไปถึง 4,000 ปี ก่อนคริสตกาล คณะคาราวานไฮลักซ์ รีโว่ มาถึงเมืองมาร์ดินเมืองบนยอดเขา 3 ทุ่มกว่าแล้ว และด้วยความสลับซับซ้อน ทำให้เราต้องใช้เวลาในการเดินทางค่อนข้างมาก 

 หลังจากเราถึงโรงแรมเช่นเคยครับ ที่จอดรถลำบากมาก มีการถือศีลโรงแรม ซึ่งอยู่ข้างมัสยิดด้วย ยิ่งทำให้คนเดินทางมาทำพิธีมากมาย ต่อเมื่อได้เข้าโรงแรมมาด้านในโรงแรมแล้ว ก็ประทับใจครับ นับเป็นโรงแรมค่อนข้างที่ classic หลายร้อยปี แต่มีการปรับปรุงให้คงความงาม แว่วว่ามีระดับเจ้าฟ้าชายมาพักที่นี่ด้วย เราเลยเดินชมทุกซอกทุกมุม ดูแล้วขลังมาก เสาข้างในต้นใหญ่ๆ เสาโรมันพวกนั้นเป็นเสาดั้งเดิม

แต่แอบหวิวๆเล็กน้อยระหว่างทางเดินทางไปรับประทานอาหาร ต้องเดินไปใต้ดินเป็นคุกเก่าดูแล้วน่ากลัวมาก ส่วนห้องพัก เป็นห้องนอนสไตล์ขุนน้ำ ขุนนาง เครื่องนอนก็ปกติ เพราะทันสมัยไปซะแล้ว

หลังรับประทานอาหารเสร็จก็ชะแว๊บออกไปเดินชมเมือง ว่าเป็นอย่างไรบ้าง ซึ่งเมื่อยมาก เพราะต้องเดินขึ้นลงเขาตลอด เพราะเมืองนี้ไม่มีที่ราบเดินจนเกือบเที่ยงคืน เห็นวิถีชีวิตของชาวมุสลิม มานั่งดื่มชากาแฟ กันเป็นคู่ๆ นั่งชมวิวของเมือง ทุกร้านจะเป็น terrace ทั้งหมด เห็นวิวของเมืองพอดี เสพบรรยากาศกันสักพักก่อนกลับเข้านอน เพื่อผจญภัยในวันถัดไป

 

วันที่ 30 ของการเดินทาง (มาร์ดิน-อาดิยามาน

วันนี้คาราวานไฮลักซ์ รีโว่ พาม้าศึกควบมาจนถึงภูเขาเนมรุต ไฮลักซ์รีโว่ สามารถไต่ระดับความสูงขึ้นไปเรื่อยๆ จากระดับ100 จนถึง 2,134 เมตรจากน้ำทะเล วิว 2 ข้างทาง ต้องบอกว่าสวยมาก เนื่องจากว่าเป็นภูเขาที่เปิดโล่งทั้ง 2 ข้าง เราไต่ระดับไปเรื่อยๆ จนขึ้นมาถึงจุดสูงสุด ต้องบอกด้วยแรงบิดและแรงม้าของไฮลักซ์ รีโว่ ช่วยให้พวกเราสามารถขับเคลื่อนขบวนขึ้นมาถึงจุด ชมวิวแบบ parnorama เห็นภูเขาลูกอื่นๆเตี้ยไปหมดเลย เป็นอีกหนึ่งวิว ที่ผมประทับใจ 

 ภูเขาเนมรุต ประเทศตุรกี ภูเขาลูกนี้ เป็นภูเขาไฟมาก่อน มีความสูง 2,134 เมตร มีชื่อเสียงอย่างมากในเรื่องรูปสลักขนาดใหญ่ที่สร้างในศตวรรษที่ 1 ก่อนคริสตกาลให้แก่หลุมฝังศพที่อยู่บนยอดเขา เป็นสุสานของกษัติรย์แอนดิโอนุสที่ 1 ธีโอสแห่งคอมมาจเน 

ราได้ไปชมปากปล่องภูเขาไฟที่ตอนนี้เป็นแอ่งกระทะสวยงามมีน้ำเป็นทะเลสาบสวยๆ สิ่งที่หลงเหลืออยู่ในตอนนี้คือรูปสลักขนาดใหญ่จำนวนมาก มองเหมือนเป็นเศียรเทพเจ้า จำนวนมากตั้งอยู่ตามพื้น เป็นเรื่องของกาลเวลา ที่ทำให้เศียรเทพร่วงลงพื้น ขนาดเศียรอย่างเดียวมีความสูงถึง 2 เมตร

 เพราะฉะนั้น ถ้าเต็มทั้งองค์เทพคาดว่ามีขนาดความสูง 8-9 เมตร เห็นจะได้ บริเวณนี้ เคยได้รับการปกครองจากอเล็กซานเดอร์มหาราช ผู้โด่งดังกรีฑาทัพจากกรีซผ่านเมืองต่างๆมาเรื่อยจนถึงเอเชียกลางหลังจากพระองค์สิ้นพระชนม์ดินแดนที่พระองค์เคยรวบรวมไว้ ได้แตกออกเป็นเมืองต่างๆ

แล้วก็ปกครองตนเองรวมถึงอาณาจักรโคมานายาแห่งนี้ วัฒนธรรมของโคมานายาเป็นอารยธรรมแบบกรีกผสมรวมเข้ากับความเชื่อของคนพื้นเมืองโคมานายาเป็นเอกเทศอยู่ 200 ปีก่อนจะถูกรวมเข้ากับจักรวรรดิโรมันในเวลาต่อมา

 

 

วันที่ 31 ของการเดินทาง (อาดิยามาน-คัปปาโดเจีย)

วันนี้พวกเราต้องเดินทางจากอาดิยามานสู่คัปปาโดเจีย ระยะทาง 600 กม. มุ่งหน้าสู่คัปปาโดเกียสู่คอนย่า ต้องผ่านทุ่งนาข้าวสาลี สลับกับต้นแอพริคอต มีต้นฝ้ายปะปนเล็กน้อย เท่าที่เห็นเป็น vally สลับกันไปจนถึงเข้าเขตตัวของคัปปาโดเจีย จะมีภูเขาหินปูนรูปร่างแปลกๆบ้าง เป็นช่วงๆ เวลาในเดินทาง แต่ละช่วงจะเห็นเงาสะท้อนที่เกิดความงดงามแตกต่างกัน จากแสงตะวันที่กระทบกับแท่งหิน แท่งปูน ที่รูปร่างแปลกๆ ช่วยให้เกิดความเพลิดเพลินตลอดเส้นทางการการขับขี่ขบวนคาราวานในวันนี้ 

 เมืองคัปปาโดเจีย อยู่ระหว่างทะเลดำ กับภูเขาเทารุส มีความสำคัญมาแต่โบราณกาล เพราะเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางสายไหมเส้นทางค้าขายแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ทอดยาวจากตุรกี ไปจนประเทศจีนเป็นพื้นที่พิเศษที่เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟเมื่อประมาณ 3 ล้านปีมาแล้ว ทำให้ลาวาที่พ่นออกมาและเถ้าถ่านจำนวนมหาศาลกระจายไปทั่วบริเวณทับถมเป็นแผ่นดินชั้นใหม่ขึ้นมา

จากนั้นกระแสน้ำลมฝนแดดและหิมะได้ร่วมด้วยช่วยกันกัดเซาะกร่อนกินแผ่นดินภูเขาไฟไปเรื่อยๆนับแสนนับล้านปีจนเกิดเป็นภูมิประเทศประหลาดแปลกตาน่าพิศวงที่เต็มไปด้วยหินรูปแท่งกรวย (คว่ำ) ปล่องกระโจมโดมและอีกสารพัดรูปทรงดูประหนึ่งดินแดนในเทพนิยายจนชนพื้นเมืองเรียกขานกันว่า“ปล่องไฟนางฟ้า” (Fairy Chimney)

พวกเราใช้เวลาเที่ยวชมตามที่ต่างๆ แล้วก็เดินขึ้นไปที่จุดชมวิวเพื่อดูความสวยงามของธรรมชาติที่สร้างสรรค์มาและถ่ายรูปหมู่ แล้วเดินทางออกจากคัปปาโดเจีย เพื่อเข้าที่พักเราเดินทางจากจุดนี้ไปถึงที่พักราว 20 กม.ผ่านเมืองทะลุออกไปยังหมู่บ้านเล็กๆ จะเจอโรงแรมที่พัก ที่มีความเป็นถ้ำเก่าต่างๆ นำมาแปลงเป็นโรงแรมอายุหลาย 10 ปี ถึงหลาย 100 ปี มีความclassic มาก

ส่วนใหญ่ได้สัมปทานกันนานถึง 80 ปี ย่านนี้เป็นย่านที่พักอาศัยมากว่า 2,000 ปี โรงแรมที่เราพักมีจุดเด่นที่แต่ละห้องจะตกแต่งไม่เหมือนกัน ในฝั่งตรงข้ามโรงแรมเป็นหน้าผาที่มีช่องๆเคยเป็นแหล่งอาศัยของคนในยุคอดีต  ทุกคนชื่นชอบกับบรรยากาศของโรงแรมที่เหมือนถ้ำ

ในวันนี้อากาศค่อนข้างเย็นถึงหนาว  ในครั้งแรกคาดการณ์จะไปชมวิวรอบๆโรงแรม แต่ไม่ไหวครับด้วย แค่นั่งคุยกันยังสั่นเลย เป็นอันว่าวันนี้ขอยกโปรแกรมชมเมืองครับ หนาวเกิน..  

 

วันที่ 32 ของการเดินทาง (คัปปาโดเจีย-ปามุคคาเล่)

วันที่ 4/7/2016  วันนี้ต้องเดินทาง 700 กม.จากเมืองคัปปาโดเจียมุ่งหน้าสู่เมืองคอนย่า ผ่านเมืองปามุคคาเล่เป็นถนน 4 เลน เดินทางค่อนข้างยาว สภาพวิวไม่เปลี่ยนแปลงคล้ายๆเดิมสลับ vally เป็นที่ราบ คัปปาโดเจียมีจุดที่เราเดินทางมาถึงเพื่อไปชมน้ำตกหินปูนเขียว เมืองปามุคคาเล่

 

ตั้งอยู่ทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศตุรกีห่างจากเดนิซลีไปทางตอนเหนือราว 19 กิโลเมตรเป็นที่ตั้งของลานแคลเซียมกว้าง 300 เมตรยาว 2,600 เมตร เป็นที่ตั้งของนครโบราณเฮียราโปลิสและบ่อน้ำแร่ในอดีตเคยเป็นสระน้ำร้อนปัจจุบันเป็นโรงแรมน้ำแร่ที่มีอุณหภูมิ 35 องศาเซลเซียสประกอบด้วยกินปูนและเกลือแร่ไหลเป็นน้ำตกจากที่สูง 100 เมตร ลงสู่พื้นสายน้ำที่ถูกอากาศเย็นตัวลงทำให้แคลเซียมตกตะกอนเกิดเป็นอ่างแคลเซียมธรรมชาติขนาดมหึมาเรียกว่าปามุกคาเล่ ในยุคโรมันสถานที่แห่งนี้เป็นเมืองตากอากาศที่สวยงาม

เราเดินทางขึ้นไปเพื่อไปถ่ายรูป ในจุดนี้มีนักท่องเที่ยวลงไปแช่ตัวหลายคน เราก็เอาเท้าลงไปแช่เพื่อผ่อนคลายเพราะน้ำแร่ ทำให้สดชื่นขึ้น ทุกคนทยอยลงไปจะเห็นปราสาทปุยฝ้ายหินปูนสีขาวด้านหลัง จะมีเป็นบ้านสมัยโรมันเป็นที่อาบน้ำของพวกขุนนางแล้วก็จะมี therater จัดขึ้นเพื่อแสดงต่างๆ

เราใช้เวลาพอสมควรแล้ว ก็เดินทางต่อไปที่โรงแรมที่พัก โรงแรมแห่งนี้มีพื้นที่ค่อนข้างกว้าง มีนักท่องเที่ยว มีรถทัวร์ของจีน ของเกาหลีเต็มไปหมด เราใช้เวลาทานอาหารแล้ว ได้รับแจ้งว่าตอนกลางคืนจะมีการโชว์เต้นระบำหน้าท้อง เราก็ได้ไปเที่ยวชมกัน คนเต้นก็ยังอายุไม่เท่าไหร่ ใช้เวลาในการเต้นอยู่ 20 นาที

หลังจากนั่นก็มีการมาชวนๆแต่ละโต๊ะออกไปเต้นทั้งชายและหญิงแบ่งแยกกัน หลังจากนั่นก็เดินกลับมาอีกทีเพื่อขอทิปทางกลุ่มพวกเราก็ให้ 20 ของประเทศเขาเพื่อมอบให้นักเต้นก็จะมาส่ายนมโชว์ที่โต๊ะ บอกให้ยัดที่ยกทรงโชว์ลีล่า ในการยัดนะครับ จากนั้นเราก็ได้แยกย้ายกันไปพักผ่อนตามอัธยาศัย

 

วันที่ 33 ของการเดินทาง (ปามุคคาเล่-อิซเมียร์

วันที่ 5/7/2016 เราเดินทางจากปามุคคาเล่ไปยังอิซเมียร์ วันนี้ออกสายหน่อย เพราะระยะทางเพียง 200 กม. เราก็มุ่งหน้าถึงอิซเมียร์ เพื่อเที่ยวชมเมืองโบราณที่ชื่อเอเฟซุส มหานครแห่งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเชีย นครเอเฟซุสก่อเกิดแต่ก่อนยุคคริสตกาลเติบโตในยุคของกรีกรุ่งเรืองในยุคโรมันสมัยจักรพรรดิออกุสตุสซีซาร์ (Augustus Caesar) ผู้มีชัยเหนือมาร์กุสอันโตนิอุส (Marcus Antonius)

 

หรือที่รู้จักกันในนามมาร์กแอนโทนี (Marc Antony) ชู้รักของพระนางคลีโอพัตรา (Clopatra) และได้สถาปนาให้เป็นเมืองหลวงของเขตการปกครองในเอเซียเอเฟซุสยิ่งใหญ่และงดงามจนกระทั่งจารในจารึกว่า“มหานครแห่งแรกและยิ่งใหญ่ที่สุดในเอเซีย”

ชื่อเมืองเอเฟซุสไม่ปรากฎที่มาแน่ชัดแต่สันนิษฐานว่ามาจากคำ“Apapas” ซึ่งเป็นชื่อเมืองหนึ่งในอนาโตเลียตอนกลางที่ฮินไตต์สร้างการสร้างเมืองเอเฟซุสไม่มีที่มาระบุแน่ชัดมีตำนานเล่าขานมาว่านักรบหญิงเผ่าอะเมซอนสร้างเมืองในช่วงศตวรรษที่ 14 ก่อนคริสตกาลและอีกตำนานกล่าวว่าชายหนุ่มชื่อว่าอันโดรคลุส (Androclus) ลูกชายของโคดรุส (Codrus) แห่งเอเธนส์เป็นผู้สร้างเมืองโดยต้องการอพยพมายังดินแดนอนาโตเลียจึงนำความไปปรึกษาคนทรงเทพเจ้าอะพอลโลซึ่งทำนายว่าหมูป่าและปลาจะบอกสถานที่นั้นให้แก่อันโดรคลุส

จึงพาทหารของเขาออกเดินทางขณะจุดไฟย่างปลาก็มีหมูป่าตัวหนึ่งโผล่จากพุ่มไม้เมื่อเห็นดังนั้นก็นึกถึงคำทำนายและควบม้าตามไปแล้วสังหารหมูป่านั้นเสียสถานที่นั้นได้กลายเป็นเมืองเอเฟซุสซึ่งตำนานนี้มีสลักไว้ที่วิหารฮาเดรียน (Harian Tapinagi หรือ Temple of Hadrian)

เมืองเอเฟซุสเป็นเมืองโบราณที่มีการบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดีที่สุดเมืองหนึ่งในอดีตเป็นเมืองที่รุ่งเรืองและมั่งคั่งที่สุดในเเถบทะเลเมดิเตอร์เรเนียนและรุ่งเรืองถึงขีดสุดอีกครั้งภายใต้การปกครองของโรมันสิ่งก่อสร้างที่คงเหลือให้ได้ชมในปัจจุบันส่วนใหญ่มีอายุนับแต่สมัยจักรพรรดิออกุสตุสราวศตวรรษที่ 11 เป็นต้นมาและล้วนเป็นศิลปะแบบเฮเลนนิสติกที่มีความอ่อนหวานและฝีมือประณีตภายในอาณาเขตอันกว้างใหญ่ที่สำคัญอาทิโรงอาบน้ำและโรงละครโบราณที่สามารถจุผู้ชมได้ถึง 25,000 คนหอสมุดเซลซุสที่เหลือเฉพาะด้านหน้าจุดบูชาเทพเจ้าและอีกมากมายฯลฯ

เราได้เข้าไปเที่ยวชมในถ้ำอากาศที่ร้อนมาก และมีการตรวจที่เข้มมากของการ์ด เพื่อป้องกันเหตุร้าย เราได้เจอข้อมูลใหม่ที่ว่าอาชีพโสเภณีเป็นอาชีพดั้งเดิมมีป้ายโฆษณาที่ต่างๆ ว่าเป็นที่อาบน้ำหรือหาความสุขที่บ้านของผู้หญิงพร้อมราคาติดอยู่ house of pleasure จากนั้นแล้วก็ไปดูห้องสมุดที่สร้างไว้สมัยก่อนกว้างขว้างมากมีตลาดและหลายๆอย่าง

วันนี้ร้อนมากแต่แปลกใจมากคือทำไมไม่มีวังของกษัตริย์หรือว่ายังไม่พบยังเป็นปริศนาต่อไป หลังจากเที่ยวชมเดินต่อไปที่เมืองอีสเมียร์ ระยะทาง 70-80 กม.เมืองนี้เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ3 ของประเทศตุรกี เมืองนี้ดูเรียบร้อย  ติดทะเล เศรษฐกิจ ค่อนข้างดีมีอาคารตึก รามบ้านช่อง ดูดี

หลังจากที่เราได้เข้าที่พัก พวกเราได้ผ่อนคลายโดยมานั่งคุยหลังรถคู่ใจ ปรากฏว่ามีกลุ่มชายชะกันทยอย เดินทางเข้าโรงแรมหลายครั้ง มาไม่พร้อมกัน มีอาวุธครบมือ สรุปว่าคือหน่วย SWAT คาดว่าน่าจะเป็นหน่วยจู่โจมของตุรกี เล่นเอาพวกเราชักสีหน้าไม่ดีอีกครั้งแล้วละ...

 

วันที่ 34 ของการเดินทาง (อิซเมียร์-อิสตันบูล)

ในวันสุดท้ายของการเดินทางของนักข่าวสเตจที่ 4  เริ่มต้นจากอีซเมียร์ เพื่อมุ่งหน้าสู่คาลักคาเล่ สู่เมืองทรอยที่ได้ข้อมูลมาจากฮอลลิวู๊ดว่าเป็นเมืองอย่างไร และมีม้าจำลองแบบไหน ในภาพยนตร์มันช่างอลังการเหลือเกิน ต่อเมื่อเป็นภาพจริงที่เมืองนี้มันช่างดูโทรมมาก ม้าไม้ตัวเก่า ไม่เหลือแล้ว ด้านหลังของม้าเป็นซากเมืองเก่า ไม่ใหญ่มาก

ณ ที่แห่งนี้ เป็นตำนานสงครามระหว่างชาวอะคีอันส์ (ชาวกรีก) กับกรุงทรอยหลังปารีสแห่งทรอยชิงเฮเลนมาจากพระสวามีพระเจ้าเมเนเลอัสแห่งสปาร์ตาสงครามดังกล่าวเป็นหนึ่งในเหตุการณ์สำคัญที่สุดในเทพปกรณัมกรีกและมีการบอกเล่าผ่านงานวรรณกรรมกรีกหลายชิ้นที่โดดเด่นที่สุดคืออีเลียตและโอดิสซีย์ของโฮเมอร์อีเลียตเกี่ยวข้องกับการล้อมกรุงทรอยปีสุดท้ายส่วนโอดิสซีย์อธิบายการเดินทางกลับบ้านของโอดิสเซียสส่วนอื่นของสงครามมีการอธิบายในโคลงมหากาพย์เป็นวัฏจักรซึ่งเหลือรอดมาเป็นส่วนๆตอนจากสงครามเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับโศกนาฏกรรมกรีกตลอดจนงานวรรณกรรมอื่นของกรีกและสำหรับกวีชาวโรมันซึ่งรวมเวอร์จิลและโอวิด

สงครามกำเนิดจากการวิวาทระหว่างเทพีอธีนาเฮราและแอโฟรไดทีหลังอีริสเทพีแห่งการวิวาทและความบาดหมางให้ผลแอปเปิลสีทองซึ่งบางครั้งรู้จักกันในนาม"แอปเปิลแห่งความบาดหมาง"แก่"ผู้ที่งามที่สุด"ซูสส่งเทพีทั้งสามไปหาปารีสผู้ตัดสินว่าแอโฟรไดที"ผู้งามที่สุด"ควรได้รับแอปเปิลไปเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนแอโฟรไดทีเสกให้เฮเลนหญิงงามที่สุดในโลกและมเหสีของพระเจ้าเมเนเลอัสตกหลุมรักปารีสและปารีสได้นำพระนางไปยังกรุงทรอยอกาเมมนอนพระเจ้ากรุงไมซีนีและพระเชษฐาของพระเจ้าเมเนเลอัสพระสวามีของเฮเลนนำกองทัพชาวอะคีอันส์ไปยังกรุงทรอยและล้อมกรุงไว้

สิบปีหลังสิ้นวีรบุรุษไปมากมายรวมทั้งอคิลลีสและเอแจ็กซ์ของฝ่ายอะคีอันส์และเฮกเตอร์และปารีสของฝ่ายทรอยกรุงทรอยก็เสียด้วยอุบายม้าโทรจันฝ่ายอะคีอันส์สังหารชาวกรุงทรอย (ยกเว้นหญิงและเด็กบางส่วนที่ไว้ชีวิตหรือขายเป็นทาส) และทำลายวิหารทำให้เทพเจ้าพิโรธชาวอะคีอะนส์ส่วนน้อยที่กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยและหลายคนตั้งนิคมในชายฝั่งอันห่างไกลภายหลังชาวโรมันสืบเชื้อสายของพวกตนไปถึงเอเนียสหนึ่งในชาวกรุงทรอยผู้กล่าวกันว่านำชาวกรุงทรอยที่เหลือรอดไปยังประเทศอิตาลีในปัจจุบัน

ชาวกรีกโบราณคาดว่าสงครามกรุงทรอยเป็นเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นในศตวรรษที่ 13 หรือ 12 ก่อนคริสตกาลและเชื่อว่ากรุงทรอยตั้งอยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบันใกล้กับช่องแคบดาร์ดาเนลส์เมื่อล่วงมาถึงสมัยใหม่คนส่วนใหญ่เชื่อว่าทั้งสงครามและกรุงทรอยเป็นนิยายอย่างไรก็ดีในปี 1868 นักโบราณคดีชาวเยอรมันไฮน์ริชชไลมันน์พบกับแฟรงก์คัลเวิร์ทผู้โน้มน้าวชไลมันน์ว่ากรุงทรอยอยู่ที่ฮิสซาร์ริคและชไลมันน์เข้าควบคุมการขุดค้นของคัลเวิร์ทบนทรัพย์สินซึ่งเป็นของคัลเวิร์ทคำถามที่ว่ามีความเป็นจริงทางประวัติศาสตร์ใดอยู่เบื้องหลังสงครามกรุงทรอยหรือไม่นั้นยังไม่มีคำตอบ

นักวิชาการจำนวนมากเชื่อว่านิยายดังกล่าวมีแก่นความจริงทางประวัติศาสตร์แม้อาจหมายความว่าเรื่องเล่าของโฮเมอร์เป็นการผสมนิทการล้อมและการออกเดินทางต่างๆของชาวกรีกไมซีเนียนระหว่างยุคสัมฤทธิ์ก็ตามผู้ที่เชื่อว่าเรื่องเล่าสงครามกรุงทรอยมาจากความขัดแย้งในประวัติศาสตร์อย่างเฉพาะมักระบุเวลาไว้ว่าอยู่ในศตวรรษที่ 12 หรือ 11 ก่อนคริสตกาลซึ่งค่อนข้างสอดคล้องกับหลักฐานทางโบราณคดีของการเผาทำลายทรอย

พวกเราเดินทางไปที่ท่าเรือคาลักคาเล่ เพื่อเดินทางต่ออีกฝั่ง เสร็จแล้วก็ข้ามแพ และลัดเลาะชายฝั่งมาเรื่อยๆเห็นมุมทิวทัศน์เป็นทิวเขา แถวนี้น่าจะทำน้ำมัน วันนี้รู้สึกว่าการจราจรหนาแน่นมาก น่าจะเกี่ยวกับการหยุดรอมฎอนหลายวัน เป็นวันหยุดที่มีผู้คนเยอะแยะมากมาย

กว่าเราเดินทางเข้าสู่อัสตัลบูลได้ ก็ปาไป 5 ทุ่ม ค่อนข้างง่วง และสับสนวุ่นวายกับการเดินทางเข้าสู่อิสตัลบูลอย่างมาก พอถึงที่พักสำหรับคืนนี้ทุกคนต่างขอตัวเข้าห้องพักผ่อน เป็นการจบภาระกิจของสเตจ 4 และรอรับสื่อมวลชนในสเตจ 5 เพื่อมุ่งหน้าต่อไปยังอิตาลีครับ...

 

Hilux Revo Caravan Trip : EP06

เส้นทางสุดทรหด อารยธรรมเมโสโปเตเมีย

 

 

 Hilux Revo Caravan Trip : EP07

ยืนยันความทรหด สู่รอยต่อ 2 ประเทศ

 

 

Hilux Revo Caravan Trip : EP08

สู่ทวีปยุโรป ด้วยความมั่นใจและสะดวกสบาย