เกาะติด HILUX REVO CARAVAN TRIP

WORLD PROVE BANGKOK – ITALY

คาราวานทริปบทพิสูจน์จริงระดับโลกกรุงเทพ-อิตาลี

ไฮลักซ์ รีโว่ คาราวานทริปทดสอบครั้งประวัติศาสตร์ กรุงเทพฯ-อิตาลี 45 วัน กับระยะทาง 19,250 กิโลเมตร ข้ามผ่าน 2 ทวีป 17 ประเทศ ช่วงที่ 1 กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย – เมือง ตุนหวง ประเทศจีน 4,970 กิโลเมตร

เขียนโดย  กิตตินิลถนอม

 


บทนำโดย วชิระเรืองมาลัย

พื้นที่นี้บนหน้าเวป ของ www.acarnewsonline.com ตั้งแต่วันนี้ ผมยกให้กับคุณ กิตติ นิลถนอม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรานเอเชีย รูท จำกัด จะมาเขียนรายงานความเคลื่อนไหวการทดสอบรถรถยนต์ครั้งประวัติศาตร์ ในฐานะที่เค้าคือนักเขียนบทความประจำของนิตยสาร อะ คาร์ และ www.acarnewsonline.com มาเนิ่นนาน

พันธะกิจนี้ เกิดขึ้นจากการที่คุณ ภีมะ ฮัดเจสสัน อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์หนุ่มใหญ่คนใหม่ไฟแรงของ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด ได้บอกกล่าวกับผมว่า โตโยต้าจะมีพันธะกิจใหญ่ ครั้งสำคัญที่จะเรียกได้ว่าเป็นการสร้างประวัติศาสตร์การขับขี่รถยนต์เพื่อการทดสอบสมรรถนะระดับโลกก็ว่าได้ โดยมีเป้าหมายที่จะเดินทางขับขี่จากประเทศไทยไปสู่กรุงเวนิส ประเทศอิตาลี ใช้เวลาขับขี่ทั้งสิ้น รวม 45 วัน

คุณภีมะบอกกับผมว่า พี่ดูเหมือนจะต้องได้ขับราว 12 วันนะครับ โปรแกรมของพี่จะต้องบินไปกรุงเตหะราน ประเทศอิหร่าน แล้วขับรถต่อเป็นไม้ที่4 จากอิหร่านไปถึงประเทศตุรกี ระยะยางของพี่ราวๆ 3,800 กิโลเมตร

ผมบอกเอาสิ ดีครับผมจะมอบหมายให้คุณกิตติ ในฐานะที่เค้าเป็นผู้นำทางในงานระดับโลกครั้งนี้มีการบ้านเพิ่มอีกเรื่องนึง นอกจากนำขบวนสื่อมวลชนขับขี่เพื่อทดสอบแล้วเค้าจะต้องเป็นผู้เขียนบทความทั้งหมด ทุกสเตจที่เดินทาง รวบรวมมารายงานเล่าสู่กันฟังในเว็ปไซต์ รวมทั้ง นิตยสารของ ACAR

ดังนั้น บทความทั้งหมดทั้งหลายทั้งปวงที่จะออนไลน์ ผ่าน เวปและนิตยสาร ACAR จะเป็นบทความที่เขียนโดย นักเขียนดัง ในระดับ อินเดียน่าโจนส์ เมืองไทย “กิตติ นิลถนอม” และ ขณะเดียวกัน คุณกิตติ ก็ยังมีรายงานส่วนตัวทั้งในเฟสบุ๊คและเพจทรานเอเซียรูทรวมถึงล้อบรรยายโลกของเค้าเองด้วย

ส่วนเวปไซต์อย่างเป็นทางการของโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทยเอง ก็ยังมีรายงานความเคลื่อนไหวของคาราวานครั้งสำคัญนี้ เพื่อเกาะติดและเป็นกำลังใจให้กับคนไทย ผู้สื่อข่าวไทยทั้งหมดที่มีพันธะกิจร่วมกันในครั้งนี้ ให้ได้เดินทางไปสู่เป้าหมายที่วางไว้โดยสำเร็จลุล่วงปลอดภัยทั้งคณะทุกสเตจการขับขี่ที่ยาวนาน

นั่นก็เพื่อบทพิสูจน์ที่เราจะร่วมกันสร้างบันทึกให้โลกได้รับรู้ว่า รถยนต์ โตโยต้า ไฮลักซ์ รีโว่ รถปิกอัพที่สร้างขึ้นจากโรงงานในประเทศไทยนั้น เป็นรถที่มีมาตรฐานระดับโลก เป็นการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่า อุตสาหกรรมการสร้างรถยนต์เมืองไทยในเวลานี้ไม่เป็นรองชาติใดในโลกครับ

คาราวาน ล้อหมุนออกจากเมืองไทยไปตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2559 เวลานี้ผ่านไปแล้ว 13 วัน กว่า 5,000 กิโลเมตรแล้ว นักขับกลุ่มแรกทำภารกิจลุล่วงกลับมาเมืองไทยแล้ว รถในขบวนคาราวานยังคงล้อหมุนต่อไปทุกวัน พวกเค้าขับออกจากประเทศไทย ข้ามลาว ผ่านจีนไปแล้ว กลุ่มที่ 2 มีภารกิจจาก จีนมุ่งหน้าประเทศอุซเบกิสถาน คุณกิตติ ส่งการบ้าน บทความที่เขียนโดยเค้าเองอย่างเป็นทางการมาแล้ว ผมได้รวบรวมให้ท่านได้อ่านและรับชมภาพบรรยากาศ พร้อมทั้งคลิปวิดีโอ ได้จากนี้ไปครับ โดยจะมีทั้งสิ้น 5 ตอน 5 สเตจการขับขี่อยู่บนพื้นที่แห่งนี้ครับ

ขอบคุณครับ
วชิระเรืองมาลัย
บรรณาธิการอำนวยการ
www.acarnewsonline.com
นิตยสาร ACAR (อะคาร์) 

 


 

 

สเตจที่ 1

กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย – เมือง ตุนหวง ประเทศจีน 4,970 กิโลเมตร

เส้นทางประชาคมอาเซียนมุ่งหน้าผ่านฝั่งอารยธรรมตะวันออกถึงตะวันตกของสาธารณรัฐประชาชนจีนจากเทือกเขาถึงเขตทุ่งหญ้าสู่ต้นกำเนิดแม่น้ำฮวงโห ระยะทางกว่า 4,970 กิโลเมตร

ร่วมกันเขียนประวัติศาสตร์หน้าใหม่

เช้าวันที่3 มิถุนายน 2559 ทุกคนมาตามนัดหมาย เพื่อมารวมตัวกันที่รร. ดุสิตธานี กรุงเทพมหานคร โดยมีพิธีการปล่อยตัวคาราวานประวัติศาสตร์ของวงการรถยนต์เมืองไทย ที่เดินทางไกลข้ามทวีปจากประเทศไทยสู่ประเทศอิตาลี ข้าม2 ทวีป ผ่าน17 ประเทศโดยใช้ชื่อทริปว่า HILUX REVO CARAVAN TRIP WORLD PROVE BANGKOK – ITALY หรือว่าภาษาไทยก็คือ คาราวานทริปบทพิสูจน์จริงระดับโลกกรุงเทพ-อิตาลี

โดยในช่วงเช้าก็จะมีในบรรดาสื่อมวลชน,ผู้อาวุโสในวงการรถยนต์ และผู้อยู่ในแวดวงยานยนต์มากันพร้อมหน้าพร้อมตา ได้มาทำพิธีส่งการเดินทางเปิดคาราวานนะครับเพื่อให้เดินทางสู่ตามเป้าหมายนะครับก็ได้มีเชิญคุณทางโตโยตค้าได้เชิญคุณวุฒิกร ฉันทสุรยะนานนท์ (ตรวจสอบความถูกต้องของชื่อด้วยครับ)มาทำเป็นประธานในพิธีปล่อยตัว ตื่นเต้นมาก รวมทั้งยังมีสื่อมวลชนที่ร่วมเดินทางในผลัดแรก ผลัดที่สอง ผลัดที่สาม ผลัดที่สี่และผลัดที่ห้ามาให้การส่งต้องบอกว่าการเดินทางครั้งนี้เป็นการเดินทางที่ยาวมาก โดยใช้เวลาในการเดินทาง 45 วัน แบ่งการเดินทางเป็น 5 stage

stage 1 Bangkok – Dunhuang (China)

stage 2 Dunhuang – Tashkent (Uzbekistan)

stage 3 Tashkent – Tehran (Iran)

Stage 4 Tehran – Istanbul (Turkey)

Stage 5 Istanbul – Venice (Italy)

รวมแล้วทั้ง 5 Stage ระยะทางรวมโดยประมาณ 19,250 กม.โดยแต่ละช่วงจะเป็นการบินสลับตามเส้นทางประกอบด้วยสื่อมวลชนประมาณ 14 ท่าน และมีทีมที่เดินทางตลอดการเดินทาง โดยเป็นทีมงานและทีมถ่ายทำ อีกประมาณ 12 ท่าน

วันแรกของการเดินทาง หลังจากที่มีพิธีการปล่อยตัวเป็นที่เรียบร้อยคาราวานเดินทางออกจาก รร.ดุสิตธานี มุ่งหน้าขึ้นเหนือ ตั้งแต่เวลา 9.40 .มุ่งหน้าขึ้นเหนือสู่เชียงของรวมระยะทางประมาณ 920 กม. โดยระหว่างทางก็จะมีฝนตกบ้างเล็กน้อย เราออกมาตั้งแต่ 9.40 กว่าจะถึงตรงที่เชียงของได้ก็ปาเข้าไป 5 ทุ่ม แล้วครับ 5 ทุ่มวันแรกก็ถึงว่าหนักเอาการที่เดียวครับ 900 กว่าโลนะครับก็ต้องบอกว่ายาวที่เดียว

การเดินทางของวันที่ 2 จากเชียงของสู่ 12 ปันนาครับ เช้ามาเมื่อคืนเรานอนกันดึกมากแต่ต้องตื่นเช้าตามโปรแกรมก็คือตื่น กินข้าว ออกเดินทาง 8 โมง แต่เช้านี้เจ้าของโรงแรมเชียงของ ทีค การ์เด้นส์ ได้นิมนต์พระมาตรงริมแม่น้ำโขงหน้าโรงแรมให้เราร่วมทำบุญตักบาตร

สมาชิกคาราวานจึงได้ร่วมกันตักบาตรขอพรจากพระเพื่อให้เดินทางถึงที่หมาย โดยสวัสดิภาพ ออกเดินทางสู่สะพานไทยลาวมิตรภาพแห่งที่ 4 มุ่งหน้าสู่ลาวแล้วก็มุ่งหน้าสู่ชายแดนจีนในลาวก็จะผ่านเส้นทางคดเคียวในประเทศลาวของเส้นทาง R3A ครับระยะทางในลาวทั้งหมดก็ประมาณสัก 230 กิโลเมตร สภาพเส้นทาง ลาดยางสวนเลนก็มีโทรมบ้างมีขึ้นเขาชันอะไรต่างๆ ตามสภาพของประเทศลาวที่มีการซ่อมบำรุงน้อย เราก็วิ่งไปจนถึงประเทศจีน ชายแดนจีนตรงนั้นที่เรียกว่า บ่อเตน boten กับ Mohan

 

พอถึงชายแดนจีนก็มีขั้นตอนการตรวจรถก็ตรงชายแดนนั้นผ่านขั้นตอนไม่ได้ยุ่งยากมากมายของทั้งคนและรถทีนี้เราก็เริ่มขับต่อไปอีก 60 กิโลเมตร ไปที่ Mengla เพื่อไปตรวจรถยนต์ หลังจากนั้นเราไปถึงปั้บก็จะได้เวลาเลิกงานแล้วแต่เราก็ได้ติดต่อล่วงหน้าให้รอรับคณะของเราผลของการตรวจรถของเราก็มีอยู่สามคันไม่ผ่าน การตรวจก็คือการเข้าขนส่งตรวจเช็คช่วงล่างระบบไฟต่างๆที่นี้มีสามคันของเราไม่ผ่านก็คือหมายความว่าไฟรถคันนึงมีการบรรทุกหนัก หน้ากระดกสูงทำให้ไฟมันเชิดทำให้เซนเซอร์จับ มันก็หาว่าไฟสูงนะครับ ตรงนี้อีกสองคันนั้นไฟไม่สว่างพอก็มันมีพวกขี้โคลนไปบังข้างหน้าเราก็มาทำการปรับแก้เช็ดให้เรียบร้อยก็เข้าไปเช็คอีกรอบก็ผ่านไปผ่านได้โดยเรียบร้อยเราก็ออกเดินทางต่อไป 12 ปันนาสภาพเส้นทางก็เป็นทางด่วนสวนเลนครับก็ระยะทางประมาณสัก 120 โลจะถึงเมือง1 2ปันนา ก็ตอนค่ำๆ นะวันนี้ก็เดินทางมาทั้งหมดภาพรวม 420 กิโลเมตร หลังจากรับประทานอาหารค่ำแล้วหลายท่าน ไปเดินเล่นเพราะหน้าโรงแรมเราเป็นถนนคนเดินพอดี และยังมีร้านอาหารประเภทปิ้งๆ ย่างๆ ให้ได้ลองชิมรสชาตอาหารแบบไทลื้อแท้ๆด้วย

วันที่ ของการเดินทาง ออกจากสิบสองปันนาสู่เมืองตงชวนสภาพเส้นทางเราก็ขึ้นทางด่วน Kunming Bangkok highway ไฮเวย์ที่เป็นแบบไปสองเลนกลับสองเลน เจาะทะลุช่องเขาแล้วก็จะมีสะพานตัดผ่านยอดเขาเลย เป็นทางด่วนอย่างดีก็ทำให้ขับสบายขึ้นกว่าเมื่อวานที่ต้องขับสวนเลนของเส้นทางด่วนขั้นที่สอง   คณะเราแวะผ่านชมสะพานหงเหอ ทำการถ่ายภาพสะพานที่มีตอม่อสูงติดอันดับต้นๆของโลก

หลังจากนั้นเราเดินทางต่อไปแวะกินข้าวที่โมเจียงแล้วก็เดินทางต่อไปบนทางด่วนรวมระยะทางราว 700 กิโลเมตร แล้วมาลงตัดเข้าเมืองตงชวนอีก40-50กิโลเมตร เป็นเส้นทางแบบสวนเลนที่ทิวทัศน์เริ่มสวยงาม ระหว่างทางการเดินทางบนทางด่วนนี่วิวสวยมากต้องบอกเลยว่าถ้าสำหรับท่านใดที่ไม่เคยเห็น ต้องบอกเลยว่าตื่นตาตื่นใจแน่นอนครับจะเห็นวิวบนยอดเขาก็ผ่านพวกชาวบ้านวิวทิวทัศน์ต่างๆ จุดเรียงมานี่ก็ทำให้ผู้ร่วมคาราวานนี่คลายเครียดได้ชมวิวไปด้วย

 

มาถึงตงชวนก็มืดพอดีครับพอดีระหว่างทางเราก็ได้แวะชมความงามหุบและก็เนินต่างๆของเมืองตงชวนเมืองนี้นี่ต้องบอกเลยว่าเป็นเมืองอยู่ในหุบเขาเลยครับแทบจะไม่มีที่ราบเลยนะครับเมืองนี้นี่ได้ชื่อว่าเป็นเมืองดินสีแดงสีแดงคือเรดแลนด์นะครับมีชื่อเสียงด้านนี้

วันรุ่งขึ้นเราจึงออกไปวันที่ 4 คาราวานต้องเดินทางจากตงชวนเพื่อไปเฉินตู เช้าวันนี้เราไปถ่ายทำภาพของรถกับทิวทัศน์ของดินสีแดงใช้เวลาในการถ่ายทำพอสมควรเลยไปดูจุดชมวิวแล้วก็จุดที่เราเอาโดรนขึ้นเพื่อถ่ายภาพหมู่มีแผ่นดินเป็นสีแดงๆคล้ายลูกรังแล้วก็จะมีการปลูกผักปลูกพืชอะไรต่างๆสลับกันไปทำให้ภาพออกมาสลับสีดูสวยงามครับเรามีเวลาไม่เยอะเลยไม่ได้ไปชมที่จุดต่างๆ นะครับดังนั้นเราจึงเดินทางต่อไปกินข้าวกลางวันที่ร้านอาหารเลี้ยงปลาแซลมอนด้วยแล้วก็มุ่งหน้าสู่เฉินตู

วันนี้แหละครับที่เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็คิดว่าระหว่างเดินทางก็เราก็ต้องพบกับอุปสรรคอย่างที่1ทางด่วนที่เราวิ่งๆ มาก็มีการปิดถนน  ปิดก็ต้องจอดรอ จอดรอก็ร่วมๆชั่วโมงครับ อุปสรรคที่ ก็คือมีการให้วิ่งอ้อมไปทางอื่นเพราะทางด่วนไม่สามารถวิ่งเส้นทางหลักที่เราจะไปที่เฉินตูได้เราต้องวิ่งอ้อมปรากฎว่าเราต้องวิ่งอ้อมไปอีกประมาณอีกตั้งร่วม 300 กิโลเมตรครับ

และวันนั้นปรากฎว่าเส้นทางเกิดเหตุการฝนตกหนักลมแรง ต้นไม้หักลูกเห็บตก ทำความเร็วไม่ได้เลยครับวันนั้นเราวิ่งไป 777 กิโล ถึงที่หมายเมืองเฉินตูราวจะตี2อยู่แล้วครับยังไม่ถึงเลยยังขาดอยู่ตั้ง 200 กว่ากิโลเมตร  ทีมงานเลยตัดสินใจเปลี่ยนที่นอนครับไปนอนที่เมือง ยี่บิ่นแทน ยี่บิ่น เท่ากับวันนี้เราเดินทางกันตั้งแต่ออกมาตั้งแต่ โมง จนถึงตี 2 ครับขับกันแค่ 777 กิโลเมตร

เราเดินทางต่อเป็นวันที่ 5 ครับก็จากเมืองหยินบิน เรามุ่งหน้าสู่เทียนจุ้ยวันนี้สภาพเส้นทางก็เป็นทางด่วนยกระดับก็สวยงาม เจาะทะลุเขาเช่นเดิม สภาพสองข้างทางก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก็จะสลับไปด้วยภูเขาที่มีต้นไม้น้อยลงแล้วก็มีความแห้งแล้งมากขึ้น วันนี้ใช้เวลาในการขับขี่ทั้งวัน ระยะทางปาเข้าไป 888 กิโลเมตร เพราะว่าเราต้องชดเชยกลับสิ่งที่เราขับขาดไปเมื่อคืนที่เราขับไม่ถึงเฉินตูที่เรานอนที่เมืองหยินบิน 

 

ทุกคนยังสู้ๆ ยังร่าเริงแจ่มใสกับการเดินทางไม่มีใครที่จะท้อถอยหรือเกิดอาการเหนื่อยหรือไม่สบาย ทุกคนยังเดินทางต่อได้สบายๆครับวันนี้เราไปถึงที่เมืองเทียนจุ้ยถือว่าค่ำมืดนะครับประมาณสัก 2 ทุ่ม 3 ทุ่ม

วันที่ 6 ของการเดินทาง จากเมืองเทียนจุ้ยถึงเมืองอี่นิ๋งวันนี้ก็เราออกกันสายนิดนึงเนื่องจากว่าเราดึกมาหลายคืนและวิ่งยาวๆมาแล้ว วันนี้เราก็จะวิ่งประมาณ 500 กว่ากิโลเมตรครับ จากเทียนจุ้ยมุ่งหน้าผ่านเมืองหลานโจว เมืองหลานโจวนี่ถ้าใครได้ไปชุดวีโก้เมือ 10 ปีที่แล้ว เคยมากันครั้งนึง เมืองนี้คือเมืองที่มีบรรดาแม่น้ำเหลืองแม่น้ำฮวงโหไหลผ่านกลางเมืองครับถ้าพอจะจำกันได้ที่เป็นรูปปั้นที่เป็นแม่และก็เด็กและกังหันอยู่ริมน้ำเราแวะทานข้าวนะครับ

หลังทานข้าวคาราวานมุ่งหน้าสู่เมืองซีหนิงเป็นเมืองหลวงของมณฑลชิงไห่ เมืองนี้มีชาวมุสลิมอาศัยอยู่เยอะมากเป็นจำนวนอย่างละครึ่งกับชาวฮั่นเลย เราเดินทางถึงเร็วครับวันนี้เรามุ่งหน้าไปชมมัสยิด ที่มีชื่อเสียงและใหญ่ที่สุดของมณฑลชิงไห่ ที่เมืองจี่หนิง วันนี้เป็นวันถือศีลอดลามาดอลมีชาวมุสลิมมาสวดมนต์แล้วก็มาละหมาดกันบรรยากาศรอบๆมัสยิดก็จะเป็นตลาดอะไรต่างๆ มีการขายค้าของชาวมุสลิมเต็มไปหมด

มัสยิดสวยงาม พี่สมศักดิ์ เชาวร์รังสรรค์ ผู้สื่อข่าวในทริป ผู้นับถือศาสนาอิสลามก็มีผ้าพันคอที่บงบอกว่าเคยไปนครเมกกะมาแล้วทำให้ชาวมุสลิมหาลายท่านเริ่มสนใจแล้วก็เดินเข้ามาทักทายกัน เห็นเราเป็นชาวต่างชาติด้วยผ้าพันคอนี้ด้วย แล้วก็เป็นชาวมุสลิมด้วยกันด้วยก็เลยเป็นฑูตสันติไมตรีในการพูดคุยกันอย่างชื้นมื่น เราก็เก็บภาพถ่ายภาพต่างๆเป็นที่ระลึกจากนั้น

ต้องแยกตัวกลับเพราะเนื่องจากว่าทางไกด์ติดต่อมาว่าตำรวจจะมาจับพวกเราครับเพราะเราจอดผิดกฎหมายอีกฝั่งของถนนครับ ก็ไม่รู้อะไม่มีที่จอดแต่อยากแวะเที่ยวก็เลยมาจอดก็เลยต้องรีบกลับ เราเดินทางกลับไปที่รถพร้อมเจอตำรวจเต็มไปหมดเลยครับทีนี้ โอโหสองสามคันรถ สุดท้ายก็เจรจากันได้นะปล่อยตัวไปถือว่าโชคดีไม่อย่างนั้นคงโดนปรับยกขบวนแน่

วันที่ ของการเดินทางจากเมืองซี่หนิงไปเมืองจางเย่ และเมืองเจียงยูกวนก็ต้องบอกเลยว่าทางสวยทีเดียว ต้องข้ามภูเขามาเมืองจางเย่ ภูเขาสองลูกนี้เป็นภูเขาที่กั้นระหว่างทิเบตกับเส้นทางสายไหมมีความแห้งแล้งฝั่งชิงไห่จะเป็นแบบภูเขาทุ่งหญ้าที่ราบเหมือนทิเบตมลฑลทิเบตส่วนข้ามฝั่งไปแล้วลักษณะจะเป็นที่ราบ เป็นทะเลทรายมีความแห้งแล้ง ระหว่างขับปีนเขาขึ้นไปเราจะพบเห็นหิมะปกคลุมยอดเขาอยู่เป็นระยะๆ ยอดเขาสองลูกนี้วิวสวยงามมากแวะเข้าไปทดสอบสมรรถนะของรถยนต์กับการวิ่งในทางฝุ่น

ก่อนการทดสอบนะครับปรากฎว่ามีรถหนึ่งคันเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ถอยไปข้างลำธารที่เป็นหน้าผาสูงประมาณ เมตรได้ ล้อหลังตกแล้วก็ทำให้ล้อหน้าตกไปด้วยเท่ากับว่ารถหย่อนไปแล้วประมาณ ล้อแล้วก็ทำการขยับปั่นทำให้รถเริ่มไสลด์ลงอันตรายที่จะผลักกลับคืนได้พวกเราช่วยกัน ทำการกู้ภัยกันอยู่พักใหญ่ทีเดียว

ทำการทดสอบสมรรถนะการไต่เขาเส้นทางหักศอกขึ้นเนินชันต่างๆของสภาพแทรกที่เป็นจริงเราเดินทางต่อสู่เมืองจางเย่มุ่งหน้าข้ามเทือกเขาอีกลูกที่เป็นหิมะสวยงามอากาศอยู่แค่ประมาณ 7-10 องศาต้นๆความสูงอยู่ระดับ 3,700 เมตรจากน้ำทะเลสูงเอาการเลยที่เดียวทำให้เรามีหอบเหมือนกันเหนื่อยง่ายเหมือนกัน ทีแรกจะไปดูภูเขาสีรุ้งปรากฎว่าเราไปไม่ทันมันมืดก่อนครับเราเลยมุ่งหน้าต่อไปที่เจียยู่กวนถึงก็ค่ำแล้วครับ ต้องพักผ่อนตามระเบียบครับสภาพจารกซีหนิงไปจางเย่สองเลนสวนแต่สวยงามมากจากจางเย่ไปเจียยูกวนเป็นไฮเวย์ตรงๆ ราบๆ ข้างทางมีแต่ความแห้งแล้งผ่านทะเลทรายความแห้งแล้งกึ่งๆทะเลทรายครับ

ครับวันรุ่งขึ้นจากเมืองเจียยูกวนไปชมกำแพงเมืองจีนเจียยูกวนเป็นเมืองที่ตั้งกำแพงเมืองจีนเป็นป้อมทิศตะวันตกสุดของเมืองปักกิ่งนี่จะอยู่ทิศตะวันออกแต่ตรงนี้เป็นด่านสุดท้ายกำแพงจะยาวเป็นหมื่นลี้มาจบที่เมืองนี้ครับเก็บบรรยากาศของกำแพงเมืองจีนแล้วพาคณะเข้าไปเยี่ยมชมป้อมปราการด่านสุดท้ายของกำแพงเมืองจีนที่อยู่ไกลที่สุดเดินทางต่อสู่เมืองตุนหวงอีกคณะนึงเป็นชุดสเตท 2 ที่จะบินเปลี่ยนมือ ช่วงบ่ายเราก็เลยไปแวะชมเนินทรายมิ้งซาซานและวัดพระจันทร์เสี้ยววันนี้ทุกคนก็ได้รีแลกซ์ได้ไปถ่ายภาพได้ไปเดินเล่นในแซนด์ดูลอากาศก็ 36 องศาเลยร้อนทีเดียว

 

ก่อนเข้าโรงแรมเราอยากนำรีโว่ไปทดสอบสมรรถนะบนทรายว่าการวิ่งบนแซนดูลบนทรายจะเป็นอย่างไรบ้างกับการช่วงล่างก็เลยพาคณะไปทดสอบเป็นเนินทรายที่เราไปเลือกใช้เนินกว้างขวางทดสอบการขับขี่ของรีโว่ก็สวยงามทั้งช่วงล่างทั้งแรงบิดอะไรต่างๆนี่ทำให้ขับขี่ผ่านไปได้อย่างสวยงามและปลอดภัยมาก  หลังทดสอบมีการปิดทริปสองคณะแล้วก็มีดนตรีที่โรงแรมทั้งสองกลุ่มก็จบสมบูรณ์ของสเตทที่ 1 ครับ รุ่งเช้าก่อนกลับ เราพาคณะสเตจ 1นั่งรถบัสไปเที่ยวถ้ำโมเกาเป็นถ้ำพระที่เวลาคนเดินผ่านเส้นทางสายไหมจะต้องแวะขอพรด้วยกราบไหว้ภาระกิจแรกของการขับขี่ในสเตจแรกเสร็จสมบูรณ์เป็นไปได้ด้วยดีครับ