ศึกสองล้อท่อลั่นล้นฮอลล์มอเตอร์ไซค์

เอาใจไบเกอร์ขนรถใหม่เปิดตัวกว่า 20 รุ่น

 

Acar News อาสาพาอัพเดทรถจักรยานยนต์รุ่นใหม่มาแรงที่ยึดเอาเวทีจัดแสดงบางกอก มอเตอร์โชว์ครั้งที่ 40 เป็นสถานที่ทำคลอด เรียกเสียงสูดปากให้สิงห์นักบิดร้องว้าว ๆๆๆ กันอยู่ในเวลานี้ ไปชมกันว่ายี่ห้อไหนเปิดผ้าคลุมรุ่นใหม่กันบ้าง

HONDA

เจ้าตลาด 2 ล้อค่ายฮอนด้า ที่คล้องใจแฟน 2 ล้อมาอย่างยาวนานจากรุ่นสู่รุ่น ขนรถจักรยานยนต์รุ่นเล็กมาเอาใจแฟน 2ล้อด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ All New CBR150R และ New Honda CBR250RR

 

New Honda CBR250RR มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 250 ซีซี DOHC 4 วาล์ว 2 สูบเรียง พร้อมโหมดการขับขี่ที่คุณเลือกได้อีก 3 โหมด เริ่มจาก Comfort, Sport และ Sport Plus พร้อมอุปกรณ์ติดรถสไตล์รถแข่งพันธุ์แท้ อาทิ ไฟหน้าคู่ LED 2 ชั้น Double-Layered เอกลักษณ์เฉพาะ CBR250RR มิเตอร์เรือนไมล์แบบดิจิตอล พร้อม Shift Lighter ถอดแบบสไตล์รถแข่ง โช้คหน้าหัวกลับ โช้คหลัง Pro-Link ปรับได้ 5 ระดับ ระบบคันเร่งไฟฟ้า Throttle-By-Wire สวิงอาร์มอลูมิเนียม ปลายท่อไอเสียแบบคู่ ระบายไอเสียได้ดี รีดพลังเสียงได้หนักแน่นเร้าใจ ระบบเบรก ABS 2 Channel ทำงานแยกหน้าหลัง New CBR250RR นำเข้าจากญี่ปุ่นทั้งคันมีให้เลือก 2 สีคือ สีแดง และ สีดำ โดยมีราคาแนะนำที่ 249,000 บาท

All New CBR150R ทั้งเครื่องยนต์ขนาด 150 ซีซี แบบใหม่ เฟรมใหม่ บอดี้ใหม่ เพื่อเอาใจแฟนรถสปอร์ตที่รอคอยกันมายาวนาน โดยมีให้เลือกทั้งในแบบดิสค์เบรคหน้าหลังพร้อมระบบเบรค ABS ป้องกันล้อล๊อค มี 2 ลายคือ ลายกราฟิกสไตล์ทีมแข่งไทยที่ไปโลดแล่นแสดงผลงานในต่างประเทศ ทีม เอ.พี. ฮอนด้า เรซซิ่ง ไทยแลนด์ และอีกลายของทีมแข่งระดับโลกเจ้าของแชมป์โมโตจีพีปีล่าสุด ทีมเรพโซลฮอนด้า ส่วนรุ่น STD ที่เป็นดิสค์เบรคหน้าหลังไม่มี ABS มีให้เลือก 2 สีคือ สีดำ และ สีน้ำเงิน-ดำ โดยทั้งสองแบบจะวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วประเทศที่ร้านผู้จำหน่ายฮอนด้าวิงเซ็นเตอร์ตั้งแต่ 1 เม.ย. นี้เป็นต้นไป โดยมีราคาแนะนำที่ 92,000 บาทในรุ่น STD และ 99,000 บาทในรุ่น ABS

 

YAMAHA

 

 

ค่าย Yamaha มีรถใหม่ 2 รุ่น คือ Yamaha Qbix รถจักรยานยนต์ออโตเมติกเจเนอเรชั่นใหม่ มาพร้อมสีสันใหม่สไตล์แฟชั่น มาพร้อมเครื่องยนต์ BLUE CORE 125 ซีซี ช่วยให้สมรรถนะความแรงที่มาพร้อมกับความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมตอบสนองผู้ขับขี่ยุคใหม่ด้วยฟีเจอร์อันโดดเด่นอย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น FULL LED HEADLIGHT ไฟหน้าและไฟหรี่แบบ LED พร้อม FULL LED TAILLIGHT ไฟท้ายและไฟเบรก LED ที่มีดีไซน์แตกต่างไม่ซ้ำใคร, เรือนไมล์แบบ FULL LCD ดีไซน์สไตล์ Gadget สุดล้ำ, ช่องต่อชาร์จไฟแบบรถยนต์ MOBILE CHARGER SOCKET, ที่เก็บของใต้เบาะใหญ่ 22.5 ลิตร เก็บ Gadget ส่วนตัวได้เพียบ พร้อมไฟส่องสว่าง, กุญแจรีโมท ANSWER BACK SYSTEM เป็นต้น มีสีให้เลือกมากถึง 6 สี 6 สไตล์ ที่คนรุ่นใหม่…ยังไงก็ต้องมี QBIX สีดำ และสีเขียว-ดำ ราคาแนะนำ 54,000 บาท QBIX S สีฟ้า และสีดำ-แดง ราคาแนะนำ 56,500 บาท และQBIX ABS สีแดง และสีน้ำเงิน ราคาแนะนำ 60,400 บาท

 

 

Yamaha MT-10 / MT-07 อัพเดทสีใหม่ส้มจี้ด Iced – Fluo โดยสำหรับเฉดสีใหม่ของทั้ง MT-10 และ MT-07 นั้นก็คือ สีส้มตัดเทา Iced – Fluo ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็มีความใกล้เคียงกับโฉมปี 2018 อยู่เล็กน้อย เพราะมีการใช้ชื่อเฉดเดียวกัน แต่ตอนนั้นยังใช้สีนำโทนเป็นสีเขียวนีออน ส่วนการอัพเดทอื่น ๆ ของตัวรถทั้งสองรุ่นนั้น หากไม่นับชุดสีที่เปลี่ยนไปก็ถือว่ายังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ขณะที่ตัวราคามีการปรับขึ้นเล็กน้อยในรุ่น MT-10 คือจาก 619,000 บาทในโมเดล MY2018 เป็น 629,000 บาท ในโมเดล MY2019 ส่วน ในรุ่น MT-07 ยังอิงราคาเดิมที่ 299,000 บาท

 

SUZUKI

 

ซูซุกิได้นำรถจักรยานยนต์มาเปิดตัวด้วยกัน 3 รุ่นด้วยกัน คือ Suzuki Katana ตำนานจอมดาบ คืนชีพ เครื่องยนต์คาดว่าจะเป็น เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง ขนาด 999cc ที่ยกมาจาก GSX-S1000 แต่มีการอัพเกรดกำลังสูงสุดเพิ่มขึ้นอีกนิดเป็น 148 แรงม้า แรงบิดสูงสุดอีก 108 นิวตันเมตร และมาพร้อมกับแทร็คชันคอนโทรลอีก 3 ระดับสำหรับป้องกันล้อหลังลื่นไถลตอนเปิดคันเร่ง กับชุดสลิปเปอร์คลัชท์ ระบบกันสะเทือนหน้าเป็นแบบหัวกลับขนาดแกน 43 มิลลิเมตรปรับได้ทุกค่า, ระบบกันสะเทือนหลังเป็นแบบสวิงอาร์มอลูมิเนียมทำงานร่วมกับโช้กเดียวปรับได้ทุกค่าเช่นกันจาก Kayaba, ระบบเบรกแบบดิสก์คู่ขนาดจาน 310 มิลลิเมตร ทำงานคู่กับคาลิเปอร์ Brembo โมโนบล็อกเรเดียลเมาท์ 4 พอร์ต และมี ABS ชุดไฟหน้าเป็นแบบ Full-Led แบ่งบนล่าง และมีแถบ DRL มาให้ชุดไฟท้ายก็เป็นแบบ LED สำหรับราคายังไม่เปิดเป็นที่แน่ชัด

 

 

Suzuki Burgman 400 ABS สกู๊ตเตอร์จากค่ายสุดอินดี้ มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 400cc DOHC ระบายความร้อนด้วยน้ำพร้อมให้แรงบิดที่ดีตั้งแต่ริบความเร็วต่ำถึงกลางเป็นเยี่ยม ติดตั้งระบบ Suzuki’s Automatic Idle Speed Control (ISC) ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสตาร์ทเครื่องยนต์ในขณะอุณหภูมิต่ำ และผ่านมาตรฐานค่าไอเสียระดับ Euro 4 ระบบกันสะเทือนหน้าแบบ Telescopic และระบบกันสะเทือนหลังแบบ Link Type Monoshock ที่สามารถปรับค่าพรีโหลดได้ถึง 7 ระดับ สามารถรองรับการสั่นสะเทือนได้นุ่มนวล เพื่อให้สมรรถนะที่ยอดเยี่ยมในการทรงตัว ชิลด์หน้าดีไซน์ตามหลักสรีระศาสตร์ สามารถป้องกันลม แมลงและสิ่งแปลกปลอมได้เป็นอย่างดี พร้อมชุดหน้าปัดขนาดใหญ่แสดงผลแบบอนาล็อกผสานจอ LCD เห็นได้ชัดเจน โคมไฟหน้าคู่แบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ พร้อมไฟหรี่แบบ LED ส่วนไฟท้ายออกแบบใหม่ให้ดูเพรียวบางและดูเฉียบคมมากยิ่งขึ้น ส่องสว่างชัดเจน ขณะที่กล่องเก็บของใต้เบาะมีขนาดใหญ่ถึง 42 ลิตร สามารถใส่หมวกกันน็อคได้ 2 ใบ มีพอร์ทชาร์จไฟ 12 โวลต์มาให้ และเสริมระบบ Rear Brake Lock System เพิ่มความสะดวกสบายในการใช้งาน

 

 

All-New Suzuki Bandit 150 รถมอเตอร์ไซค์แนวสตรีททัวร์ริ่งน้องใหม่ล่าสุด ถูกออกแบบมาให้มีขนาดกะทัดรัด และน้ำหนักเบา ง่ายต่อการขับขี่ ให้สมรรถนะแรงบิดในรอบต่ำถึงกลางดีเยี่ยมด้วยเครื่องยนต์พื้นฐานเดียวกับ GSX-R150 / GSX-S150 ที่เป็นแบบสูบเดียว 147.3cc DOHC 4 วาล์ว ระบายความร้อนด้วยน้ำส่งกำลังด้วยชุดเกียร์ 6 สปีดอยู่ทั้งหมด 4 เฉดด้วยกันได้แก่ Metallic Matte Titanium Silver, Brilliant White / Aura Yellow, Stronger Red / Titanium Black, และ Titanium Black

 

GPX

เปิดใหม่ 2 รุ่นได้แก่ Legend 150s (New 2019) และ Demon 150 GR – Special และยังเผยไฮไลต์เด่น Concept Model 400 cc. มาเอาใจลูกค้าเหล่าไบเกอร์ 

 

 

Legend 150s (New 2019) รถมอเตอร์ไซค์ในสไตล์แทรกเกอร์เครื่องยนต์พิกัด 150 ซีซี 4 จังหวะ แบบ SOHC สำหรับคอลเลคชั่นล่าสุดที่เปิดตัวใหม่นี้ถูกออกแบบสีสันลวดลายให้เข้าถึงอารมณ์ความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยเนื้อสีแบบเมทัลลิคที่คัดสรรพิเศษ เดินเส้นสายลายคาดถังที่แฝงกลิ่นอายความเรโทร พร้อมโลโก้ 3D Emblem ที่มีพื้นผิวแบบ Hairline เสริมความเรียบหรู มีสไตล์ ในแบบฉบับความเป็นสายพันธุ์ Legend กับราคาค่าตัวเพียง 49,500 บาท

 

 

Demon 150 GR – Special เวอร์ชั่นพิเศษ! ที่ถูกออกแบบออกมาเพื่อฉลองครบรอบ 5 ปี ของการถือกำเนิดรถในซีรี่ย์ Demon นับตั้งแต่รุ่นแรกจนถึงปัจจุบัน โดยได้ทำการผลิตออกมาจำนวนจำกัดเพียง 500 คันเท่านั้น! สำหรับ Demon 150 GR – Special มีรูปลักษณ์ที่แตกต่างออกไปจากรุ่นที่จำหน่ายอยู่ในขณะนี้ ซึ่งการออกแบบงานดีไซน์ ใน Demon 150 GR – Special มาในคอนเซ็ปต์ ‘Demon 5th Anniversary’ สีสันดำตัดแดง สีประจำแบรนด์ GPX เพิ่มความโดดเด่นในอารมณ์ความโฉบเฉี่ยว กับสไตล์สปอร์ตที่ตรงใจกลุ่มลูกค้า โดดเด่นด้วยฟังก์ชั่นใหม่กับโช๊คหลังแบบโช๊คแก๊สจากแบรนด์ดังคุณภาพ YSS สนนราคาแนะนำขายที่ 68,900 บาท

 

 

และไฮไลต์สำคัญ LEGEND 400 FTR Concept เป็นการต่อยอดความสำเร็จ 4 ปีที่ผ่านมาในตระกูล Legend Series ซึ่งมาใน Concept ที่ว่า FLAT TRACK RACING หรือ “FTR“ โดยนำเสนอผ่านการออกแบบที่ผสมผสานระหว่างงานดีไซน์ในความหรูหราที่แฝงอยู่ในมิติของเงาโครเมี่ยม และนำเสนอรายละเอียดการออกแบบสมรรถนะของขุมกำลังเครื่องยนต์ใหม่พิกัด 400 ซีซี ซึ่งถือเป็นการพัฒนาเครื่องยนต์พิกัดที่สูงที่สุดของค่ายในขณะนี้เพื่อให้ตอบสนองต่อการขับขี่ ในสไตล์คลาสสิกแห่งยานยนต์อนาคต

 

VESPA

รถสกู๊ตเตอร์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 63 ปี ขนรถรุ่นใหม่มาเอาใจคอสกู๊ตเตอร์ด้วยกัน 4 รุ่น และไฮไลต์สำคัญคือ Vespa Elettrica รถสกู๊ตเตอร์พลังงานไฟฟ้า เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์ สปอร์ต 300 เอบีเอส เอ็มวาย 19 สำหรับผู้ที่ชื่นชอบสไตล์เรโทรโมเดิร์นสปอร์ตผสมกลิ่นอายวินเทจบนความเท่ สุขุมน่าหลงใหลผนวกสุดยอดสมรรถนะทรงพลังตามแบบฉบับเวสป้าเฟรมใหญ่พร้อมนำเสนอภาพลักษณ์และสไตล์โดดเด่นตามแบบฉบับสปอร์ต “เวสป้า จีทีเอส

 

 

ซูเปอร์ สปอร์ต 300 เอบีเอส เอ็มวาย 19 (Vespa GTS Super Sport 300 ABSMY19) มาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดี่ยว 4 จังหวะความจุ 278.3 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 20.92 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 22 นม./5,000 รอบระบบระบายความร้อนด้วยหม้อน้ำ และยังด้วยดีไซน์ใหม่ อาทิ ไฟหน้า –ไฟท้ายใหม่แบบ LED ส่องสว่างภายใต้กรอบไฟสีโครเมี่ยมโฉบเฉี่ยว (ChromeFrame) เนคไทบริเวณบังลมหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมบังแตร (Horn Cover) สีแดงเพิ่มความหรูหราแบบสปอร์ตด้วยเบาะปั๊มลอนดีไซน์ใหม่เพิ่มความเร้าใจอีกขั้นกับสติ๊กเกอร์ลายกราฟิกข้างตัวถังรถ ล้อแม็กซ์ดีไซน์ใหม่

สีดำดุดันตกแต่งสติ๊กเกอร์รูปตัว S สีแดงทั้งล้อหน้า – หลัง ช่วยเพิ่มอารมณ์สปอร์ตทุกขณะขับขี่ มาพร้อมกับสีน้ำเงินด้านใหม่ (Blue Vivace) ราคา 205,900 บาท และสีอื่น ๆ ได้แก่ สีเทาด้าน (Grey Titanio) ราคา 205,900 และสีขาว (White Innocenza) ราคา 204,900 บาท.

 

 

เวสป้า จีทีเอส ซูเปอร์ 150 ไอ-เก็ท เอบีเอส (Vespa GTS Super 150 i-Get ABS) พร้อมพาตัวเองพุ่งทะยานโดดเด่นบนถนนแห่งเมืองให้สมกับคำนิยาม “เออร์เบิร์น สปอร์ต (Urban Sport)” ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การขับขี่ให้คล่องตัว มาพร้อมเครื่องยนต์สูบเดี่ยว (Single Cylinder) 4 จังหวะ ความจุ 155.1 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 10.8 แรงม้าที่ 8,250 รอบ และแรงบิดสูงสุด 13.5 นม./6,750 รอบ ระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fuel Injection)

ช่วยประหยัดน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และระบายความร้อนด้วยน้ำ พร้อมด้วยดีไซน์ใหม่ดึงดูดทุกสายตาด้วยไฟหน้า – ไฟหลังใหม่แบบ LED ส่องสว่างภายใต้กรอบไฟสีโครเมี่ยม (Chrome Frame) บังลมหน้าดีไซน์ใหม่พร้อมเนคไททรงใหม่ ตบท้ายความเท่ด้วยล้อแม็กซ์ดีไซน์ใหม่ เบรกหน้า ดิสก์ ABS และเบรกหลัง ดิสก์ ABS มาพร้อมกับสีไฮไลท์ใหม่ สีเหลือง (Yellow Sole) และสีอื่น ๆ ได้แก่ สีขาว (White Innocenza) สีดำ (BlackVulcano) และสีแดง ( Red Passione) จำหน่ายในราคา 154,400 บาท

 

 

เวสป้า สปริ๊นท์ เอส 150 ไอ-เก็ท เอบีเอส (Vespa Sprint S 150 i-Get ABS) ด้วยเครื่องยนต์ i-Get ลูกสูบเดี่ยว 4 จังหวะ 150 ซีซี พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดด้วยระบบฉีดน้ำมันอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fuel Injection) และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดดเด่นด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัวกับสีเทา Grey Materia ตกแต่งกรอบหน้าตัวรถและการนำสีแดงและ สีดำมาตกแต่งบริเวณบังแตร (Horn Cover) พร้อมสติ๊กเกอร์ กราฟิกสีแดง- สีดำข้างตัวรถ ต่อเติมความหรูหราแบบสปอร์ตด้วยเบาะปั๊มลอนใหม่พร้อมล้อแม็กซ์ขนาด 12 นิ้วสีดำดุดันและโช้คอัพหน้าด้านขวาสีแดง พร้อมสติ๊กเกอร์ลายกราฟิก สีแดง-สีดำสุดเร้าใจข้างตัวถังรถ มาพร้อมแผ่นเพลทประจำ รุ่นประดับโลโก้ S Collection มีทั้งหมด 3 สี เริ่มด้วยสีไฮไลท์ใหม่คือ สีเทา ( Grey Materia) ราคา 129,900 บาท และสีอื่น ๆ ได้แก่ สีดำ ( Black Vulcano) ราคา 129,900 บาท และสีน้ำเงินด้าน (Blue Vivace) ราคา 130,900 บาท

 

เวสป้า พรีมาเวร่า เอส 150 ไอ-เก็ท เอบีเอส (Vespa Primavera S 150 i-Get ABS) ลุคสปอร์ตที่โดดเด่นด้วยการนำสีเทา (Dust Grey) มาตกแต่งส่วนต่าง ๆ เช่น กรอบหน้าตัวรถ บังแตร ล้อแม็กซ์ สะท้อนความสปอร์ตพรีเมี่ยม แถมเพิ่มลูกเล่นความเท่ของเบาะสีดำด้วยการเดินด้ายสีเทา มาพร้อมกับแผ่นเพลทประจำรุ่นประดับโลโก้ S Collection ซึ่ง เวสป้า พรีมาเวร่า เอส 150 ไอ-เก็ท เอบีเอส ยังทรงสมรรถนะยอดเยี่ยมเหมาะกับการใช้งานในเมืองด้วยเครื่องยนต์ i-Get ลูกสูบเดี่ยว 4 จังหวะ 150 ซีซี พร้อมระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสูงสุดด้วยระบบฉีดน้ำมันอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Fuel Injection) และยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มีทั้งหมด 3 สี เริ่มด้วยสี ไฮไลท์ใหม่ คือ สีแดงด้าน (Red Profondo) ราคา 125,900 บาท และสีอื่น ๆ ได้แก่ สีดำ (Nero Vulcano) ราคา 124,900 บาท และสีขาว (White Innocenza) ราคา 124,900 บาท

 

และไฮไลต์เด็ดที่ Vespa ได้นำมาโชว์ในปีนี้คือ เวสป้า อิเลททริกา (Vespa Elettrica) คืออีกหนึ่งสุดยอดสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยมพร้อมพลังขับเคลื่อนแห่งอนาคตตอบสนองเทรนด์ในยุคปัจจุบัน ที่คำนึงถึงด้านสิ่งแวดล้อม มลภาวะหรือคุณภาพชีวิต โดยนำเสนอองค์ประกอบสำคัญทั้งหมดที่จะสร้างความสำเร็จมาสู่ แบรนด์ทั้งด้านดีไซน์ สไตล์ ความคล่องตัว ความสะดวกสบายในการใช้งานหรือสุนทรียะในการขับขี่ เวสป้า อิเลททริกา (Vespa Elettrica) เป็นสกู๊ตเตอร์พรีเมี่ยม ที่ใช้เครื่องยนต์ขนาด 50 ซีซี ขับเคลื่อนโดยพลังงานไฟฟ้าปฏิวัติวงการสองล้อด้วยการผสานสไตล์ระดับไอคอนกับเทคโนโลยีการขับขี่ด้วยไฟฟ้าในปัจจุบัน แค่ชาร์จไฟ 4 ชั่วโมง สามารถขับได้ถึง 100 กิโลเมตรสะท้อนไลฟ์สไตล์โมเดิร์นคลาสสิคในตัวคุณ พร้อมเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนและมัลติมีเดียต่าง ๆ ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

 

APRILIA

 

 

สุดยอดรถจักรยานยนต์แบรนด์ดังสายสปอร์ตสัญชาติอิตาลีได้ขนรถรุ่นใหม่มาด้วยกัน 1 รุ่น คือ Aprilia RSV4 1100 Factory (อาพริเลีย อาร์เอสวี4 1100 แฟคทอรี่) มาพร้อม เครื่องยนต์แบบ V4 สูบ 65 องศา แบบ 4 จังหวะ 4วาล์ว/กระบอกสูบ พร้อมระบายความร้อนด้วยน้ำ ความจุ 1,078 ซีซี ให้กำลังสูดสุด217 แรงม้า ที่ 13,200 รอบ และแรงบิดสูงสุด 122 นม./11,000 รอบ พร้อมใช้เกียร์ 6 สปีด น้ำหนักรถ 199 กิโลกรัม โครงสร้างแชสซีส์และเบรกที่ได้รับการพัฒนาให้ล้ำหน้ายิ่งขึ้น น้ำหนักเบา แข็งแกร่งระบบช่วงล่าง ใช้โช้คอัพหน้า Öhlins ระบบรองรับน้ำหนักหลัง Öhlins TTX โช๊คอัพเดี่ยวพร้อมซัพแทงค์ พร้อมตัวปรับตั้งสปริงพรีโหลด ระบบเบรก ABS จาก Bosch 9.1 MP ปรับโหมดการเบรกได้ 3 ระดับ ตามโหมดการขับขี่แยกเป็นอิสระพร้อมระบบลดแรงยกล้อหลัง ปีกแอโรว์ไดนามิค (Winglet) ถอดแบบมาจาก RS-GP ที่ใช่แข่งขันในรายการ MOTO GP ท่อไอเสีย Titanium Akrapovic วางจำหน่ายในสี Atomico 6 ในราคา 1,449,000 บาท

 

MOTO GUZZI

 

สุดยอดบิ๊กไบค์ลูกผสมจากเมืองแมนเดโล ประเทศอิตาลี ด้วยกัน 1 รุ่นคือ Moto Guzzi V85 TT เป็นคลาสสิคเอ็นดูโร่รุ่นแรกและรุ่นเดียว ที่มาพร้อมเครื่องยนต์แบบ V-twin 90 องศา 2 วาล์ว/กระบอกสูบ (Transverse 90° V twin, two valves per cylinder) ความจุ 853 ซีซี ให้กำลังสูงสุด 80 แรงม้าที่ 7,750 รอบและแรงบิดสูงสุด 80 นม./5,000 รอบ พร้อมใช้เกียร์ 6 สปีด น้ำหนักรถ 229 กิโลกรัม ระบายความร้อนด้วยอากาศ ระบบเบรก ABS (Anti-Lock Brake System) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี (Traction Control) รองรับแอปพลิเคชั่น Moto Guzzi MIA ยังช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเชื่อมต่อโทรศัพท์กับรถจักรยานยนต์ได้เพื่อขยับขยายฟังก์ชั่นต่าง ๆ ของอุปกรณ์ให้มากขึ้นและยังมีอุปกรณ์เสริมพิเศษให้เลือกได้อย่างหลากหลายอีกด้วย วางจำหน่าย 3 สี คือ สีเทา Grigio Atacama ราคา 759,000 บาท ลายพรีเมี่ยมกราฟิกสีเหลือง Giallo Sahara ราคา 779,000 บาท ลายพรีเมี่ยมกราฟิกสีแดง Rosso Kalahari ราคา 779,000 บาท

 

PEUGEOT

 

 

แบรนด์สกู๊ตเตอร์ที่มีชื่อเสียงยาวนานที่สุดในโลกกว่า 120 ปี สัญชาติฝรั่งเศส ปีนี้มาเปิดตัวในประเทศไทยครั้งแรก และได้ส่งรถสกู๊ตเตอร์เข้ามาทำการตลาดด้วยกัน 1 รุ่น คือ DJANGO มอเตอร์ไซค์สกู๊ตเตอร์ที่มีแรงบันดาลใจจากตำนานสกู๊ตเตอร์คันแรกของ Peugeot ที่เกิดในปี ค.ศ. 1953 อย่างรุ่น S55 ซึ่งมีการพัฒนาดีไซน์โดยยังคงรักษา DNA ของรุ่น S55เอาไว้ และยังมีการออกแบบเพื่อให้สอดรับกับการใช้ในโอกาสต่าง ๆ ทั้งตัวถัง และการตกแต่งที่พร้อมสำหรับการใช้งานที่หลากหลายโอกาส และภายในนำรุ่น DJANGO มาตกแต่งมีด้วยกัน 3 สไตล์ ตามการตกแต่งของรถ ได้แก่ Heritage : ได้รับแรงบันดาลใจจาก Peugeot Saloon Car ในปี 1950 สีของรถถูกออกแบบมาให้มีลักษณะเหมือนกับรถในยุคนั้น เป็นสีแบบ Monochrome และมีโครเมี่ยมเคลือบกระจกและลวดลายตามตัวถัง EVASION : ลักษณะเป็นสีทูโทน มีบังลมหน้าขนาดเล็กติดมาด้วย ให้อารมณ์สุดชิล เหมาะสำหรับการขับขี่ในวันว่าง Sport : ออกแบบให้เหมือนรถแข่งในสนาม(มีสติ๊กเกอร์ตัวเลขหรือสัญลักษณ์ข้างตัวถัง) โดดเด่นด้วยเบาะแบบ Single Seat โดยสามารถถอดออกแล้วติดเบาะหลังเพิ่มเข้าไปได้

 

ROYAL ENFIELD

ผู้นำตลาดรถมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางระดับโลก นำรถมาโชว์ด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ เดอะ ไพร์ม โปรเจกต์ (The Prime Project) โดยสำนักแต่ง Zeus คอนเซ็ปต์ในการออกแบบคือ Simple & Clean เน้นให้ความละเอียดในทุก ๆ ดีเทล ตั้งแต่การเชื่อมคาแรคเตอร์ของถังน้ำมันเดิมของ อินเตอร์เซปเตอร์ 650 เข้ากับท้ายสไตล์คาเฟ่เรเซอร์ ของ Zeus Custom ที่มีความโค้งมนเรียบง่ายดูโฉบเฉี่ยว จบด้วยไฟท้ายขนาดเล็กให้ท้ายดูคลีน เลือกโทนสีดำเงาตัดกับเส้นสายสีบรอนซ์ทองที่วิ่งไล่ระดับจากตัวถังไปถึงท้าย และนำสายตาให้รู้สึกถึงตัวถังและท้ายเป็นชิ้นเดียวกัน เบาะหนังสีดำที่ออกแบบให้ดูเรียบบาง ตัดด้วยหนังสีดำ 2 แบบ เดินด้ายสีดำ เพื่อเพิ่มมิติให้กับรถมากยิ่งขึ้น แฮนด์จับโช๊คสแตนเลสถูกจับมาใส่ให้ดูคลาสสิกมากยิ่งขึ้น พร้อมชุดปะกับสวิตซ์อลูมิเนียม ไฟเลี้ยวปลายแฮนด์ Motogadget สีเงินตัดด้วยปลอกแฮนด์สีดำกระชับมือ ให้ความพรีเมี่ยมคลาสสิกน่าสัมผัสมากยิ่งขึ้น

 

ไฟหน้าถูกปรับขนาดลงจากเดิมเป็น 5.5 นิ้ว แบตเตอร์รี่ถูกย้ายไปเก็บไว้ช่วงขาตั้งคู่ด้านล่างเฟรม เนียนตาและลงตัว กรองเดิมถูกถอดออกเพื่อเคลียร์พื้นที่ใต้เบาะให้ดูคลีน โชว์กรองเปลือยสแตนเลสสีดำให้ความดุดัน ดูมีอัตราเร่งมาเต็ม พาวเดอร์โค๊ทดุมล้อซี่ลวดสีดำรัดด้วยยางสุดคลาสสิกแห่งยุค 60 อย่าง Firestone Deluxe Champion ขอบ 18 และเพื่อให้ได้ท่านั่งรับกับสไตล์คาเฟ่ เรเซอร์ งานสร้างพักเท้าเกียร์โยงถูกจัดลงคันนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยอลูมิเนียมตัดกับบอดี้เฟรมสีดำวางในตำแหน่งที่เหมาะสม ไฟเลี้ยวหลังที่เรายังคงรักษาความเรียบง่าย ด้วย Motogadget Pin ขนาดเล็กแต่ให้ความสว่างที่มากเกินตัว การเดินท่อโค้งพาดตัวเฟรม แยกข้าง 2 into 2 เพิ่มดีเทลปลายทองเหลืองขนาด 1.5 นิ้ว ตัดกับท่อสแตนเลสปัดด้าน ให้ความคลาสสิกแบบพรีเมี่ยมเป็นที่สุด 

 

 

และอีกรุ่นคือวายุ เดอะ สปิริต ออฟ วินด์ (VAYU, The spirit of wind) โดยสำนักแต่ง K-Speed คัสตอมขึ้นจากรอยัล เอนฟิลด์ คอนติเนนทัล จีที 650 ขุมพลังใหม่เครื่องยนต์สองสูบคู่ ที่มาพร้อมเอกลักษณ์

ทรงสปอร์ตคลาสสิกแบบคาเฟ่ เรเซอร์ รถคัสตอมคันนี้ชื่อ “วายุ” ซึ่งเป็นเทพแห่งสายลมจากแดนภารตะ จากรูปทรงพริ้วไหวการขับขี่ที่คล่องแคล่ว และทรงพลังประดุจสายลม แฮนด์จับและโช้คสีดำ ปรับไฟหน้าเล็กลงเป็น 6.5 นิ้  พร้อมติดตั้งวินด์ชิลด์ใหม่ (Wind Shield) และท่อไอเสียปรับแต่งใหม่เดินระบบใหม่ ปรับที่พักเท้าใหม่เป็นแบบเกียร์โยง ดูดุดันและคงความคลาสสิก รวมกันท้ายใหม่เป็นเสริมสไตล์ให้โฉบเฉี่ยวแบบคาเฟ่ เรเซอร์

อันเป็นเอกลักษณ์ ตัวถังของวายุมาในสีเทาพาสเทล ตัดกับสีดำของตัวเครื่องและเบาะ ดูโดดเด่นทรงพลังมากขึ้น เสริมแกร่งด้วยวงล้อขอบ 17 เพื่อให้เติมเต็มลุคคาเฟ่ เรเซอร์เต็มรูปแบบ ส่วนฝาคลอบเครื่องซ้ายขวามีลายเส้นสไตล์วินเทจที่คงความคลาสสิกไร้กาลเวลา

 

 

 

ส่วนไฮไลต์เด็ดคือ คอนเซ็ปต์ เคเอ๊กซ์ (Concept KX) มาพร้อมเครื่องยนต์ไซด์วาล์วอันทรงพลังขนาด 1,400 ซีซี รถรุ่นนี้มีด้วยการผสมผสานตัวถังทรงเตี้ย (Low-slung) ระบบกันสะเทือนแบบสปริงยุคแรก (Girder-fork) และการวางล้อแบบล้ออยู่ใต้ซุ้มเข้าด้วยกัน พร้อมมีการออกแบบที่ปราณีตสวยงาม รวมถึงมีการเลือกใช้วัสดุที่มอบความหรูหราอย่างทองแดงและหนัง สำหรับโครงการคอนเซ็ปต์ เคเอ็กซ์ ใหม่นี้ โดดเด่นด้วยฟีเจอร์ต่าง ๆ อาทิ ระบบกันสะเทือนแบบสปริงยุคแรกซึ่งถูกประยุกต์ใหม่ให้เป็นแบบขาตะเกียบเทคโนโลยีขั้นสูง กรอบไฟหน้าแบบยุคก่อนสงครามสุดคลาสสิกซึ่งได้รับการปรับปรุงใหม่ให้มีความทันสมัยและเหนือจินตนาการ รวมถึงช่วงล่างหลังแบบฮาร์ดเทลที่มีเอกลักษณ์และสวิงอาร์มแขนเดียว ไฟหน้าและไฟท้ายของรถคันนี้ยังส่องสว่างเป็นรูปตัวอักษร “E” สไตล์เรดดิทช์เก่าแก่แบบโลโก้ของรอยัล เอนฟิลด์ (Royal Enfield) โดยตัวถังของรถถอดแบบมาจากตัวถังรถที่มีพื้นที่ว่างที่เรียกว่า Negative Space ซึ่งมักพบเห็นได้ในรถมอเตอร์ไซค์ยุคก่อนสงครามที่ไม่ต้องติดตั้งแบตเตอรี่ขนาดใหญ่ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ หรือสายไฟต่าง ๆ นอกจากนี้ ตัวเฟรมและกล่องกรองอากาศยังถูกออกแบบให้เป็นหนึ่งเดียวกับโครงสร้างตัวรถ โดยมีส่วนเบาะนั่งแบบสปริงลอยตัว พร้อมระบบไฟฟ้าขนาดเล็ก ชิ้นส่วนอย่างล้อและฝาเครื่องยนต์ ได้รับการพ่นสีโทนสีเขียวสลับดำแบบคลาสสิก พร้อมตกแต่งเพิ่มเติมด้วยการพ่นลายสีทองแดง โดยพ่นสีดำบนเครื่องยนต์และชุดท่อไอเสีย ส่วนเบาะหนังเลือกใช้เบาะนั่งสีน้ำตาลวอลนัทกับเข้ากับแฮนด์จับสีเดียวกัน

 

BMW MOTORRAD

 

 

BMW F 850 GS Adventure มาพร้อมเครื่องยนต์สองสูบแถวเรียง ระบายความร้อนด้วยน้ำ ขนาด 853 ซีซี ส่งกำลังสูงสุด 70 กิโลวัตต์ / 95 แรงม้า ที่ 8,250 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 92 นิวตันเมตร ที่ 6,250 รอบต่อนาที ได้รับการตั้งค่าแกนข้อเหวี่ยงแบบ 90 องศา และองศาการจุดระเบิดที่ 270/450 องศาเพื่อเสียงของเครื่องยนต์อันทรงพลังและเร้าใจยิ่งขึ้น อีกทั้งยังพัฒนาให้ลดแรงสั่นสะเทือนด้วยเพลาคู่พร้อมระบบ counterbalance ทำงานคู่กับเกียร์ 6 สปีดที่อยู่ด้านซ้ายมือของผู้ขับขี่  มาให้เลือกในสองสีสองสไตล์ ได้แก่ Rallye Style ในสีฟ้า Lupin Blue Metallic และ Exclusive Style ในสีเทา Granite Grey Metallic เปิดตัวด้วยราคา 675,000 บาท พร้อม BSI ฟรี 3 ปี

 

DUCATI

 

 

เปิดตัวด้วยการ 3 รุ่น ได้แก่ Panigale V4R จักรยานยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีจากสนามแข่ง MotoGP มาด้วยเครื่องยนต์ 998 ซีซี ให้แรงม้าสูงสุด 221 แรงม้า ที่ 15,250 รอบต่อนาที ใช้คลัทช์แห้ง มาพร้อมชุดแต่งแอไดมามิคจากสนามแข่ง MotoGP ยังมาพร้อมเทคโนโลยีขั้นสูง ระบบกันสะเทือน Ohlins มาด้วยราคา 2,990,000 บาท

 

DUCATI Diavel 1260 S มาพร้อมเครื่องยนต์ Testastretta DVT 1260 ที่มีวาล์วเดสโมโดรมิกแบบแปรผัน ทำให้เครื่องยนต์ตอบสนองคันเร่งที่มีความนุ่มนวลในรอบต่ำ และให้อารมณ์การขับขี่แบบสปอร์ตในรอบสูง และใช้ความเร็วสูง ๆหรือเข้าโค้ง มีความปลอดภัยจากเทคโนโลยีทำให้การขับขี่ที่ลงตัว สำหรับราคา Diavel 1260 สี Sand Stone Grey อยูที่ 882,000 บาท และ Diavel 1260 S สี Sand Stone Grey และ Thrilling Black & Dark Stealth ราคา 1,025,000 บาท

 

 

Multistrada 950 MY 2019 มาพร้อมเทคโนโลยี ทั้ง Bosch IMU แบบ 6 แกน, Cornering ABS, ระบบ Vehicle Hold Control ช่วยให้ขึ้นลงทางลาดชัน ตอบสนองทุกอัตราเร่ง สำหรับเวอร์ชั่น S มาพร้อมความแตกต่างที่เหนือขั้น ด้วยระบบกันสะเทือน Ducati Sky Hook Suspension อันชาญฉลาด มาพร้อม  Ducati Quick Shift ทั้งขึ้นและลงตลอดเส้นทาง สำหรับราคา Multistrada 950 สีแดง Ducati Red อยู่ที่ 657,000 บาท ส่วน Multistrada 950 S สีแดง Ducati Red อยู่ที่ 729,000 บาท และ สีเทา Glossy Grey อยู่ที่ 739,000 บาท

 

HARLEY - DAVIDSON

ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน ผู้ผลิตรถมอเตอร์ไซค์ชั้นนำระดับโลกสัญชาติอเมริกัน เตรียมยกขบวนมอเตอร์ไซค์รุ่นปี 2019 พร้อมสุดยอดรถคัสตอมอีก 2 รุ่น มาจัดแสดงแบบเต็มพิกัด ภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40 ตั้งแต่วันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2562 ณ บูธหมายเลข M8 อาคารชาเลนเจอร์ฮอลล์ 1-3 อิมแพ็ค อารีน่า เมืองทองธานี หลังประสบความสำเร็จอย่างสูงจากกิจกรรม “Freedom on Tour Thailand” ซึ่งเป็นการนำเสนอมอเตอร์ไซค์รุ่นปี 2019 แก่แฟน ๆ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน™ และผู้บริโภคที่สนใจใน 7 เมืองใหญ่ทั่วประเทศ งานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งนี้ จะเป็นอีกหนึ่งเวทีที่นักขับขี่และผู้สนใจได้มาสัมผัสกับมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดของแบรนด์อย่างใกล้ชิดและครอบครองรถในฝัน พร้อมรับข้อเสนอทางการเงินพิเศษสุดที่หาจากที่อื่นไม่ได้

 

 

สำหรับผู้ที่หลงใหลในการแต่งรถ งานนี้ฮาร์ลีย์ มีสุดยอดรถคัสตอม 2 รุ่น ได้แก่ ฮาร์ลีย์-เดวิดสัน คัสตอมรุ่นแฟตบอย (Fat Boy) ผลงานของพี่แอ๊ด-คาราบาว ซึ่งอนุญาตให้นำมาจัดแสดงต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในงานนี้ ร่วมด้วยผลงาน “The Prince” สุดยอดรถคัสตอมฝีมือทีมไทย Harley-Davidson of Bangkok ซึ่งสามารถคว้าตำแหน่งผู้ชนะเลิศในการประกวดคัสตอมรถมอเตอร์ไซค์นานาชาติ 2018 Battle of the Kings ที่ประเทศอิตาลีเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ในงานฮาร์ลีย์-เดวิดสันมอบข้อเสนอสุดพิเศษมากมายเมื่อจองมอเตอร์ไซค์ภายในงาน รวมถึงมอเตอร์ไซค์ตระกูลทัวร์ริ่ง (Touring)  รุ่นปี 2018 ที่ปรับราคาใหม่ เริ่มต้นเพียง 1,299,000 บาท (จากเดิม 1,688,000 บาท) และข้อเสนอดอกเบี้ย 0% ฟรีประกันภัยชั้น 1 ตั้งแต่วันนี้ถึง 30 เมษายน 2562 เมื่อซื้อมอเตอร์ไซค์ รุ่นอัลตร้า ลิมิเต็ด (Ultra Limited) รุ่นปี 2018, โร้ด ไกลด์ อัลตร้า (Road Glide™ Ultra)รุ่นปี 2018, รวมถึงมอเตอร์ไซค์ตระกูลทัวร์ริ่ง (Touring) รุ่นปี 2019  ทุกรุ่น

 

TRIUMPH

 

 

ค่ายรถสุดคลาสิคจากแดนผู้ดี จากประเทศอังกฤษอย่าง Triumph นำมาด้วยกัน 2 รุ่น ได้แก่ BonnevilleT120 Ace ซึ่งผลิตขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองความเป็นคาเฟ่ เรเซอร์ (Café Racer) รุ่นแรกและ เอซ คาเฟ่ (Ace Café) คาเฟ่อันเป็นสำนักแต่งในตำนานแห่งกรุงลอนดอน พัฒนาจากรุ่น “บอนเนวิลล์ ที120 แบล็ค” (Bonneville T120 Black) มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สองสูบแรงบิดสูง ขนาด 1,200 ซีซี ส่งแรงบิดสุดเร้าใจสูงสุด 105 นิวตันเมตร ที่ 3,100 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด รวมถึงนำเสนอชิ้นส่วนตกแต่งสุดพรีเมียมที่โดดเด่น อาทิ สี Matt Storm Grey สุดพิเศษ ตัดกับเส้นลายขวางกึ่งกลาง และการออกแบบสไตล์ Head Down – Hold on บนตัวถัง พร้อมโลโก้ Bonneville T120 Ace ไม่ซ้ำใครบนแผงด้านข้างตัวรถ และโลโก้ Ace Café บนบังโคลนหน้า และมีเพียง 1,400 คันทั่วโลก โดยเจ้าของรถสุดพิเศษนี้จะได้รับใบรับรองที่มีหมายเลขระบุลำดับความเป็นเจ้าของลงลายมือชื่อรับรองโดย นิค บลอร์ (Nick Bloor) ประธานบริหาร ไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ และ มาร์ค วิลส์มอร์ (Mark Wilsmore) กรรมการผู้จัดการ เอซ คาเฟ่ ลอนดอน (Ace Café London) ราคา 607,000 บาท

 

 

Bonneville T120 Diamond Edition มาพร้อมเครื่องยนต์บอนเนวิลล์สองสูบแรงบิดสูง ขนาด 1,200 ซีซี ส่งแรงบิดสุดเร้าใจสูงสุด 105 นิวตันเมตร ที่ 3,100 รอบต่อนาที ขับเคลื่อนด้วยระบบเกียร์ 6 สปีด พร้อมนำเอาความสามารถสุดล้ำสมัยและสไตล์สุดคลาสสิกจาก Bonneville T120 ผสานชิ้นส่วนตกแต่งที่มีมาตรฐานสูงกว่าเดิม อาทิ ถังน้ำมันพ่นสีรูปธงชาติอังกฤษ (Union flag) สี Aluminium Silver / Snowdonia White สุดพิเศษและมีหนึ่งเดียว รวมถึงโลโก้สุดโดดเด่นของ Bonneville T120 Diamond บนแผงด้านข้างรถ เดินท่อเป็นเส้นตรงพร้อมด้วยฝาครอบท่อที่ออกแบบมาให้มีผิว 2 ชั้นเพื่อซ่อนการเชื่อมต่อ Cat box ได้อย่างแนบเนียนจึงให้ซุ่มเสียงที่ดุดันตามสไตล์ผู้ดีอังกฤษ และรถนั้นมีพียง 900 คันทั่วโลก ซึ่งเจ้าของรถสุดพิเศษนี้จะได้รับใบรับรองที่มีหมายเลขระบุลำดับความเป็นเจ้าของ ลงลายมือชื่อรับรองจาก นิค บลอร์ (Nick Bloor) ประธานบริหารของไทรอัมพ์ มอเตอร์ไซเคิลส์ ด้วยเช่นกัน สนนราคา 595,000 บาท

 

STALLIONS

 

 

สายวินเทจสัญชาติไทยอย่าง Stallions นำรถ New Makina 250 SP มาเปิดตัวภายในงานครั้งนี้ ดีไซน์มีเอกลักษณ์โดดเด่นในรถสายสปอร์ตคลาสสิคCafé racer ให้อารมณ์ความคลาสสิคที่มีเสน่ห์และเท่ งานชิ้นส่วนคุณภาพฝีมือคนไทยจากซัพพลายเออร์ไทยหลาย ๆ ค่าย ที่เป็นผู้ผลิตOEM ให้กับแบรนด์หลัก ๆ ทั้งรถยนต์และมอเตอร์ไซค์ งานประกอบ โดยทีมงานที่มีประสบการณ์งานประกอบรถยนต์มายาวนานกว่า30ปี ทำให้ Makina 250 SP นี้มีสัดส่วน Local partsของการผลิตสูงถึง 65%นั่นหมายถึงคุณภาพที่มั่นใจได้กว่าเดิม เพราะประเทศไทยเป็นสุดยอดของผู้ผลิต parts ระดับโลก ถือได้ว่าการกำเนิดของ Makina 250 SP ครั้งนี้มาจากการร่วมมือร่วมใจจากหลายภาคส่วน และพวกเราจะผลักดันให้สินค้าตัวนี้สามารถออกสู่สายตาตลาดโลกได้ในที่สุด

 

KAWASAKI

ยักษ์เขียว Kawasaki มี W800 Street และ W800 Café มารวมจัดแสดงโชว์ภายในงาน W800 Street และ W800 Café  มาพร้อมเครื่องยนต์ 2 สูบ 773cc ระบบระบายความร้อนด้วยอากาศ ปรับปรุงไอเสียให้รองรับ EU4 มีกำลังแรงม้าอยู่ 47 แรงม้า ไฟหน้า LED ขนาด 170 มม. ให้แสงสว่างชัดเจนและทัศนวิสัยที่ดีขึ้นการขับขี่ในยามค่ำคืน ไฟหรี่รวมอยู่ในห้องของไฟสูงเพื่อให้ทุกส่วนของโคมส่องสว่างเหมือนกับโคมหน้าหลอดกลมสไตล์เรโทร ให้อารมณ์สปอร์ตคลาสิคมากยิ่งขึ้น สำหรับราคาค่าตัว Kawasaki W800 Street ราคา 396,000 บาท และ  Kawasaki W800 Cafe’ ราคา 429,000 บาท

 

 

สำหรับสาย 2 ล้อ ผู้ที่ชื่นชอบและอยากสัมผัสรถใหม่ก่อน สามารถไปสัมผัสและจับจองเป็นเจ้าของได้ที่งาน Bangkok International Motor Show 2019 ครั้งที่ 40 ณ ชาเลนเจอร์ฮอล 1-3 อิมแพค เมืองทองธานี ระหว่างวันที่ 27 มีนาคม – 7 เมษายน 2562