New Suzuki Ertiga  
เอ็มพีวีไซส์เล็ก ภายในกว้างสำหรับครอบครัว

เรื่อง : ภาณุ ทองม่วง

Suzuki Ertiga รถยนต์เอนกประสงค์ประเภทเอ็มพีวีไซส์เล็ก ของค่ายซูซูกิ ที่เปิดตัวทำตลาดมากว่า 2 ปี มาวันนี้ ซูซูกิ กระตุ้นตลาดรถกลุ่มนี้อีกครั้งด้วยการเส่ง New Suzuki Ertiga รุ่นปรับโฉมมาลุยตลาด โดยเปิดตัวพร้อมกันทีเดียว 2 รุ่น ได้แก่ รุ่น GL ราคา 655,000 บาท แพงขึ้นจากรุ่นเดิม 16,000 บาท และ DREZA ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด ราคา 715,000 บาท เพิ่มจากรุ่น GLX เดิม 26,000 บาท พร้อมสีพิเศษ Pearl Twilight Violet 

 

ขอพูดถึงการปรับโฉมคราวล่าสุดนี้ก่อนนะครับ เริ่มจาก New Ertiga DREZA ได้รับการปรับโฉมให้ดูโฉบเฉี่ยวมากกว่าเดิม สะดุดตาตั้งแต่แรกเห็น เข้ากับความหมายของ DREZA ที่มาจากคำว่า Dress Up หรือแต่งตัวใหม่นั่นเอง เริ่มตั้งแต่กระจังหน้าที่ได้รับการออกแบบใหม่หมดแบบเฟซลิฟต์ เพิ่มความหรูหราด้วยวัสดุโครเมี่ยม พร้อมไฟ LED และไฟตัดหมอก สเกิร์ตข้างดีไซน์ใหม่ ด้านท้ายโดดเด่นด้วยสปอยเลอร์หลังพร้อมไฟเบรกดวงที่ 3 ไฟท้ายดีไซน์ใหม่ พร้อมตกแต่งประตูท้ายด้วยวัสดุโครเมี่ยมพร้อมโลโก้ DREZA  ส่วนรุ่น GL ภายนอกดูเรียบง่ายเหมือนเดิม ไม่ค่อยได้ปรับเปลี่ยนอะไรมากนัก ทั้ง 2 รุ่นใช้ ล้ออัลลอยขนาด 15 นิ้วหุ้มด้วยยาง 185/65 R15 เท่ากัน แตกต่างกันที่ในรุ่น DREZA ลายล้อจะออกแนวสปอร์ตมากกว่า รุ่น GL ที่เป็นลาย 5 ก้านธรรมดา

 

มิติตัวถังของ New Ertiga DREZA จะมีความยาว 4,325 มิลลิเมตร ยาวกว่ารุ่น GL 60 มิลลิเมตร ส่วนมิติอื่นเท่ากัน เริ่มจาก ความกว้างxความสูง 1,695x1,685 มิลลิเมตร ความยาวฐานล้อ 2,740 มิลลิเมตร ความกว้างฐานล้อหน้า 1,480 มิลลิเมตร และความกว้างฐานล้อหลัง 1,490 มิลลิเมตร

 

เข้ามาภายในกันบ้าง เริ่มจากคอนโซลหน้ามาพร้อมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกครบครัน เครื่องเสียงแบบ 2DIN พร้อมเครื่องเล่นซีดี และ วิทยุ ช่องเชื่อมต่อ USB ที่รองรับทั้ง MP3/WMA รวมถึงช่องจ่ายไฟสำรองขนาด 12V สองจุดทั้งตรงคอนโซลหน้า และที่นั่งแถวที่ 2 สำหรับพวงมาลัยในรุ่น Dreza มาพร้อมปุ่มควบคุมเครื่องเสียงบนพวงมาลัย

ห้องโดยสารจะเป็นแบบ 3 แถว 7 ที่นั่งทั้ง 2 รุ่นย่อยโดยในรุ่น DREZA ตกแต่งเรียบหรูด้วยสีทูโทน ส่วนรุ่น GL จะเป็นเบาะผ้าสีเบจ เบาะนั่งแถวที่ 2 มีที่พักแขนและสามารถปรับระยะหน้า-หลังได้มากถึง 240 มิลลิเมตร พับเบาะแถวสองได้แบบ 60:40 และเบาะแถว 3 แบบ 50: 50 สำหรับบรรจุสัมภาระต่างๆกันได้อย่างจุใจพร้อมติดตั้งระบบปรับอากาศแถวหลังซึ่งขอบอกเลยว่าแรงและเย็นมากอย่างทั่วถึงทุกที่นั่ง

 

ดูที่ขุมพลังกันบ้างทั้ง 2 รุ่นใช้เครื่องยนต์เดิม  K14B 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อม VVT ความจุ  1.4 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 92 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 130 นิวตัน-เมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด ทำงานร่วมกับช่วงล่างด้านหน้าแบบ แม็กเฟอร์สันสตรัทพร้อมคอยล์สปริง ส่วนด้านหลังเป็น แบบทอร์ชั่นบีมพร้อมคอยล์สปริง ปลอดภัยด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ระบบป้องกันล้อล๊อค ABS และกระจายแรงเบรค EBD เฉพาะรุ่น DREZA เข็มขัดนิรภัยทุกที่นั่ง สัญญาณเตือนขณะถอยหลัง ระบบกุญแจนิรภัย Immobilizer

 

มาที่การได้ทดลองขับในทริปนี้ผมได้สัมผัสในรุ่น GL พร้อมสมาชิกรวมเป็น 4 คนสลับกันขับตลอดเส้นทางกว่า 315 กิโลเมตร โดยเริ่มต้นที่จังหวัดพิษณุโลก เดินทางไปยังสุโขทัย จนถึง อุตรดิถต์ สิ่งที่ต้องพูดเมื่อได้เข้ามาในห้องโดยสารของ Ertiga ก็คือความกว้างขวางและสะดวกสบายไม่อึดอัดแน่นอนครับ

 

ช่วงเช้าผมได้ลองขับจาก พิษณุโลกมุ่งหน้า อุทยานประวัติศาตร์สุโขทัย เมื่อคิ๊กดาวน์เพื่อต้องการอัตราเร่งแซงถือว่าตอบสนองได้ดี ถึงแม้จะไม่มาแบบปรู๊ดปร๊าด แต่ก็เหมาะสมกับเครื่องยนต์ขนาด 1.4 ลิตรที่ให้มาความเร็วปลายก็ทำได้ดีทีเดียวแต่ไม่แนะนำนะให้ขับเร็วมากนะครับเพราะสมรรถนะของรถถูกออกแบบมาให้ใช้ขับสำหรับเดินทางนั่งกันนุ่มๆแอร์เย็นๆสบายๆ

 

ในช่วงบ่ายเดินทางต่อไปยัง ไร่องุ่นคานาอัน จ.อุตรดิตถ์ เปลี่ยนมือผู้ขับขี่ ผมได้นั่งอยู่ในตำแหน่งผู้โดยสารแถวสองที่สามารถปรับถอยหลัง ปรับเอนนอนได้อย่างสบายๆ ถึงแม้จะเป็นช่วงเวลาที่แดดจะมาเต็มแค่ไหนท่านผู้อ่านคงพอจะนึกออกและรถยังไม่ได้ติดฟิล์มกรองแสงอีกต่างหาก แต่ดีที่ได้ลมจากช่องแอร์ด้านบนแบบเต็มๆ และทั่วถึง แบบนี้ถึงกับเคลิ้มนั่งหลับกันสบายเลยหล่ะครับ ส่วนแถวนั่งที่ 3 ถึงจะกว้างกว่าคู่แข่งแต่ดูแล้วให้ผู้หญิงตัวเล็กๆหรือเด็กๆไปนั่งจะดีกว่าซึ่งก็ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่เค้าเน้นให้เป็นรถสำหรับครอบครัวอยู่แล้ว

 

โดยสรุปแล้ว New Suzuki Ertiga ถึงแม้จะเป็น MPV ขนาดเล็กแต่ห้องโดยสารไม่เล็กตาม เบาะโดยสารนั่งสบาย แอร์เย็นทั่วถึงทั้งคัน สมรรถนะทำได้เหมาะสมและลงตัวกับราคา ทั้งยังเป็น MPV 7 ที่นั่งที่นั่งได้จริง ตอบโจทย์สำหรับครอบครัวนักเดินทางเล็กๆ ลองมอง New Suzuki Ertiga ไว้อีกหนึ่งตัวเลือกนะครับ