ฟอร์ด ประเทศไทย ปิดเป้า 18,721 คัน
รักษาแชมป์ลำดับ 3 อย่างเหนียวแน่น
ฟอร์ด ประเทศไทย เผยปิดยอดขายปี 2568 ได้ 18,721 คัน ยังรักษาลำดับ 3 ตลาดกระบะไว้ได้เช่นเดิมสำหรับปี 2569 คาดเติบโตสัดส่วนเดียวกับปีที่ผ่านมา เพราะตลาดกระบะยังคงมีปัญหารอการแก้ไขในหลายปัจจัย ทั้งนี้ฟอร์ดมีแพลนแนะนำโปรดักส์เพียง 1 รุ่น คือ เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ ซึ่งเป็นช่องว่างที่ฟอร์ด สามารถลงมาเล่นได้แบบไม่มีคู่แข่ง ส่วนประเด็นการซื้อโรงงานของซูซูกิที่ระยองนั้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงาน การขยายฐานการผลิตครั้งนี้จะเสริมความยืดหยุ่นพร้อมรองรับความต้องการรถยนต์ในหลากหลายกลุ่มประเภท (segment) ทั่วภูมิภาค และยกระดับศักยภาพการผลิตของไทยในระยะยาว
นายรัฐการ จูตะเสน กรรมการผู้จัดการ ฟอร์ด ประเทศไทย เผยถึง ผลประกอบการของฟอร์ดในปี 2568 ว่าบริษัทสามารถปิดยอดขายได้ที่ 18,721 คัน ลดลงจากปี 2567 เนื่องจากปัจจัยลบในเรื่องของเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินจากหนี้ครัวเรือนที่ยังสูงและเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ ในขณะที่ตลาดรวมยานยนต์ปี 2568 มีตัวเลข 620,000 กว่าคัน ส่วนตัวเลขยอดจดราว 580,000 กว่าคัน

สำหรับปีนี้คาดว่าเติบโตอยู่ในระดับเดียวกับปี 2568 ราว ๆ 18,000 คัน เพราะรถกระบะยังคงมีปัจจัยลบเช่นเดิม เรื่องของเข้มงวดปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน หนี้ครัวเรือนที่ยังสูง และเศรษฐกิจในประเทศเติบโตในอัตราต่ำ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ(FDI) คาดว่ายังต่ำ กระบะยังคงต้องรอนโยบายภาครัฐหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น และได้รัฐบาลชุดใหม่ชัดเจน ถึงจะเห็นได้ชัดเจนอีกครั้งว่าตลาดจะเดินไปในรูปแบบใด
ดังนั้นปี 2569 ฟอร์ดมีแผนนำรถใหม่มาแนะนำในตลาดไทย เพียง 1 รุ่น เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ เป็นช่องว่างในตลาดกระบะ ปัจจุบันไม่มีผู้เล่นโดยตรง ฟอร์ดสามารถนำรถมาเปิดตลาดได้อย่างไม่มีคู่แข่ง เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ เป็นอีกขั้นของความแกร่ง ด้วยค่า GVM สูงถึง 4,500 กก.รองรับน้ำหนักสูงสุด 1,982 กก. รถรุ่นนี้ถูกสร้างมาเพื่องานขนย้าย ดัดแปลง ติดตั้งสิ่งที่ต้องการ เพื่อรองรับทุกภารกิจที่หนักหน่วงอย่างแท้จริง
ด้วยระยะความสูงจากพื้นถึงใต้ท้องรถสูงสุด 299 มม. และความกว้างช่วงล้อ 1,710 มม. เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ พร้อมลุยพื้นผิวขุรขระได้อย่างมั่นใจ และโดดเด่นทุกสายตาในทุกหน้างาน นอกจากนี้ใต้ท้องรถยังเสริมด้วยแผ่นเหล็กกล้าแรงดันสูงมีความหนาเป็นพิเศษ เพื่อการปกป้อง ขณะที่กันชนเหล็กยึดกับโครงแชสซีส์ ถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณฝ่าฟัน เส้นทางธุรกันดารและมุมชันได้อย่างมั่นใจ ขนาดถังน้ำมันจุได้ถึง 130 ลิตร แบบระยะไกลเสริมแผ่นงานหนัก มอบความมั่นใจให้คุณขับไปได้ไกลยิ่งขึ้น

ทั้งนี้แชสซีส์ถูกเสริมความแข็งแกร่งด้วยเหล็กเกจหนาและมีการค้ำยันเพิ่ม มาพร้อมระบบเบรกขนาดใหญ่และดุมล้อ 8 รู ช่วยรองรับงานบรรทุกหนักได้อย่างมั่นใจ เพื่อสภาพแวดล้อมที่โหดที่สุด เรนเจอร์ ซูเปอร์ ดิวตี้ยังมาพร้อมดิฟล็อกหน้า-หลัง และตะขอแบบคู่ สำหรับการบุกตะลุยในทุกสถานการณ์อย่างมั่นใจ
นายรัฐการกล่าวต่อว่า ฟอร์ด มอเตอร์ คัมปะนี ประเทศไทย การเข้าซื้อโรงงานที่มีศักยภาพและเทคโนโลยีล้ำสมัยแห่งนี้ คือหลักฐานสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของฟอร์ดที่มีต่อประเทศไทย นอกจากนี้ยังเป็นการตอกย้ำเจตนารมณ์ของเราในการเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางยุทธศาสตร์ด้านการผลิตและการส่งออกของฟอร์ดในภูมิภาคอย่างแท้จริง
ทางฟอร์ดฯ ได้ลงนามในสัญญาเข้าซื้อโรงงานประกอบรถยนต์เดิมของซูซูกิในจังหวัดระยอง ซึ่งตั้งอยู่ติดกับโรงงานฟอร์ด ไทยแลนด์ แมนูแฟคเจอริ่ง (FTM) เพื่อยกระดับฐานการผลิตและสนับสนุนกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาวของภูมิภาคอย่างยั่งยืน
ฟอร์ดเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่ความยั่งยืน ผ่านการสร้างระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมทั้งในและนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยฟอร์ดพร้อมสนับสนุนนโยบายรัฐที่เอื้อต่อการลงทุนระยะยาวและการผลิตด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีมูลค่า นอกจากนี้ เรายังให้ความสำคัญกับการยกระดับทักษะบุคลากรด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เพื่อสอดรับกับเป้าหมายระดับชาติในการส่งเสริมการผลิตในประเทศ ตอกย้ำฐานะของประเทศไทยในฐานะฐานการส่งออกที่สำคัญ และพัฒนาศักยภาพแรงงานไทยอย่างยั่งยืน
เมื่อการซื้อขายเสร็จสมบูรณ์ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไม่กี่เดือนข้างหน้า ฟอร์ดจะทำการประเมินแผนการบูรณาการพื้นที่แห่งนี้ให้เข้ากับโครงสร้างการดำเนินงานเดิมอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งวิเคราะห์ศักยภาพเพื่อรองรับแผนการผลิตในอนาคต

ปัจจุบัน โรงงาน FTM และออโต้ อัลลายแอนซ์ ประเทศไทย (AAT) คือหัวใจสำคัญของเครือข่ายการผลิตในระดับภูมิภาคของฟอร์ด โดยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ และรถยนต์อเนกประสงค์ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ไปทั้งในประเทศไทยและตลาดอื่น ๆ ในภูมิภาค ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ฟอร์ดได้ตอกย้ำความเชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทยด้วยยอดเงินลงทุนสะสมมากกว่า 1.33 แสนล้านบาท (3.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ)
พื้นที่โครงการแห่งใหม่นี้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว่า 412.5 ไร่ (66 เฮกตาร์) พร้อมพื้นที่อาคารรวม 65,000 ตารางเมตร โดยโรงงานเดิมก่อสร้างขึ้นในปี 2555 จุดเด่นสำคัญ คือทำเลที่ตั้งซึ่งอยู่ติดกับโรงงานเอฟทีเอ็ม (FTM) และอยู่ในเขตปลอดอากร ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความคล่องตัวในการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญ การขยายฐานการผลิตครั้งนี้จะเสริมความยืดหยุ่นให้ฟอร์ดพร้อมรองรับความต้องการรถยนต์ในหลากหลายกลุ่มประเภท (segment) ทั่วภูมิภาค และยกระดับศักยภาพการผลิตของไทยในระยะยาว“การลงทุนในครั้งนี้เป็นเครื่องยืนยันถึงบทบาทสำคัญของประเทศไทย ภายในเครือข่ายการผลิตระดับโลกของฟอร์ด

