เปิดบทสัมภาษณ์ผู้บริหาร

โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย

 

 

คุณศุภกร รัตนวราหะ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

คุณณัทธร ศรีนิเวศน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด

Date: April 02nd, 2026 / Toyota bookings in BIMS 2026

 

 

Q : ภาพรวมยอดจองของ Toyota & Lexus ในงานมอเตอร์โชว์ครั้งนี้เป็นอย่างไร และรุ่นไหนที่ถือเป็นหัวหอกสำคัญ?

A : จนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 Toyota ยังคงรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยยอดจองสะสมรวมทั้งสิ้น 6,888 คัน

โดยมีสัดส่วนยอดจองกระจายตัวครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ดังนี้

กลุ่ม Eco-car & SUV (Yaris Ativ, Yaris Cross, Corolla Cross) : มียอดจองประมาณ 3,300 – 3,400 คัน

กลุ่มรถกระบะ (Hilux Travo, Hilux Revo, Hilux Champ) : มียอดจองประมาณ 2,000 คัน

กลุ่ม PPV (Fortuner, Land Cruiser FJ) : มียอดจองประมาณ 850 – 900 คัน

Lexus : มียอดจองล่าสุด 75 คัน โดยมีรุ่น Lexus IS และรถยนต์ไฟฟ้า Lexus RZ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

สำหรับ "รุ่นที่เป็นหัวหอกสำคัญ" ในงานครั้งนี้สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 มิติ คือ

ด้านยอดขายสูงสุด : ยังคงเป็น Yaris Ativ ที่ครองอันดับหนึ่ง ด้วยแพ็กเกจการเป็นเจ้าของที่เข้าถึงง่ายและตอบโจทย์การใช้งานในวงกว้าง

ด้านกระแสตอบรับ : คือ Land Cruiser FJ ที่สร้างปรากฏการณ์ด้วยยอดจองสะสมทั่วประเทศกว่า 800 คัน (เฉพาะภายในงานกว่า 400 คัน) โดยลูกค้าจำนวนมากตัดสินใจจองทันทีแม้จะยังไม่เห็นรถคันจริงหรือทราบราคาที่แน่นอน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นและ Brand Loyalty ต่อตระกูล Land Cruiser อย่างสูงสุด

 

 

Q : จากสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในขณะนี้ ทาง Toyota มีแผนที่จะปรับลดเป้าหมายยอดขายรวมในปีนี้ลงหรือไม่?

A : ในขณะนี้เรายังไม่มีการปรับเป้าหมายยอดขาย เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันยังมีความผันผวนและไม่แน่นอน เราจำเป็นต้องติดตามและประเมินผลกระทบจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและทิศทางเศรษฐกิจโลก หากภาพรวมมีความชัดเจนและมีข้อมูลสนับสนุนที่เพียงพอ เราจึงจะนำมาพิจารณาเพื่อทบทวน เป้าหมายการดำเนินงานอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์จริงในตอนนั้นที่สุด

Q : อะไรคือปัจจัยสำคัญที่ทำให้ Toyota ยังคงรักษาความเชื่อมั่นและยอดจองไว้ได้ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน?

A : หัวใจหลักคือ "ความเชื่อมั่นในระยะยาว" (Long-term Trust) ลูกค้าที่เลือกเรามองข้ามความผันผวนระยะสั้นไปถึงอายุการใช้งาน 5-7 ปี ซึ่งเรามีทางเลือกที่ครบถ้วน (Multi-Pathway) ทั้งเครื่องยนต์สันดาป (ICE) และไฮบริด (HEV) โดยในงานนี้ Yaris Ativ ยังคงเป็นรุ่นที่ทำยอดจองสูงสุดเป็นอันดับ 1 เพราะเราเน้นให้ลูกค้าเข้าถึงได้ง่ายผ่าน Toyota Leasing (Thailand) ด้วยแคมเปญเริ่มต้นเพียง 2,000 กว่าบาท ตอบโจทย์กลุ่มที่ต้องการความสบายใจและไม่อยากแบกรับความเสี่ยงเรื่องค่าบำรุงรักษาในอนาคต

 

Q : ลูกค้าส่วนใหญ่มีการพูดถึงเรื่องค่าใช้จ่ายแฝงหรือต้นทุนการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership) เมื่อเทียบกับรถประเภทอื่นอย่างไรบ้าง?

A : จากข้อมูลที่เราพูดคุยกับดีลเลอร์ ลูกค้าเรามองการณ์ไกล เขามองว่าเหตุการณ์ราคาน้ำมันผันผวนเป็นเรื่องชั่วคราว (Short-term) เมื่อเทียบกับอายุการใช้งานรถ 5-7 ปี

สิ่งที่เขามั่นใจใน Toyota คือ "ต้นทุนที่คาดการณ์ได้" ไม่ว่าจะเป็น :

ค่าประกันภัย : ที่เรามีโปรแกรมรองรับ (เช่น PHYD) ซึ่งเสถียรกว่าเมื่อเทียบกับรถประเภทใหม่ๆ ในตลาด

ราคาขายต่อ (Resale Value) : ลูกค้ารู้ว่าในวันที่เขาจะเปลี่ยนรถ มูลค่าของ Toyota จะอยู่ที่ประมาณไหน ไม่ต้องไปลุ้นหน้างาน

ความสะดวกสบาย : ลูกค้าเรากลุ่มนี้ไม่ชอบความเสี่ยง ไม่อยากไปลุ้นเรื่องจุดชาร์จหรือค่าซ่อมในอนาคต เขาจึงมองว่ารถน้ำมันหรือไฮบริดของเรายังเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดในระยะยาว

 

 

 

Q : สำหรับกระแสที่ร้อนแรงของ Land Cruiser FJ ยอดจองในตอนนี้เป็นอย่างไร และจะเริ่มส่งมอบได้เมื่อไหร่?

A : Land Cruiser FJ คือปรากฏการณ์ของงานครั้งนี้ ยอดจองที่เราตั้งเป้าไว้ถูกทำลายสถิติไปตั้งแต่สัปดาห์แรก ปัจจุบันสปีดของยอดจองถือว่าสูงมาก คาดการณ์ว่าเมื่อจบงานจะพุ่งไปแตะระดับ 700 - 800 คัน ความสำเร็จนี้สะท้อนว่ามีกลุ่มลูกค้าจำนวนมากที่รอคอยรถที่มีเอกลักษณ์และสมรรถนะที่ไว้ใจได้ในราคาที่สมเหตุสมผล โดยเราพร้อมจะเริ่มทยอยส่งมอบรถให้กับลูกค้าได้ตั้งแต่ เดือนพฤษภาคม นี้เป็นต้นไป

Q : สำหรับ Land Cruiser FJ เห็นว่ามีแนวทางการทำแคมเปญที่แตกต่างออกไปจากรุ่นอื่น ผลลัพธ์เป็นอย่างไรบ้าง?

A : การทำแคมเปญของ Land Cruiser FJ สนุกมาก เพราะเราศึกษาอินไซต์พบว่าลูกค้ากลุ่มนี้ 70-80% ตั้งใจจะนำรถไปแต่งต่อแน่นอน โดยมีงบประมาณแต่งเพิ่ม อาจจะขึ้นไปถึงห้าหมื่นไปจนถึงหลักแสนบาท เราจึงออกแบบแพ็กเกจที่รวมชุดแต่งเข้าไปด้วย ซึ่งปกติเวลาให้เลือกระหว่างประกันภัยกับชุดแต่ง ลูกค้าส่วนใหญ่จะเลือกประกัน แต่สำหรับ FJ มีลูกค้าเลือกแพ็กเกจชุดแต่งสูงถึง 30% ซึ่งสะท้อนว่าการออกแบบแคมเปญที่ตรงใจกลุ่ม Lifestyle เฉพาะตัวนั้นได้ผลอย่างดีเยี่ยม

 

 

Q : สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ ส่งผลกระทบต่อกลุ่มรถกระบะอย่างไร และ Toyota มีความกังวลในจุดนี้มากน้อยแค่ไหน?

A : เราแบ่งลูกค้าเป็น 2 กลุ่ม

กลุ่มพาณิชย์ (Commercial) : ยอดขายที่ชะลอตัวมาจาก "สภาวะเศรษฐกิจ" เป็นหลัก ไม่ใช่ราคาน้ำมัน เพราะรถคือเครื่องมือประกอบอาชีพที่ผู้ประกอบการต้องปรับตัวตามต้นทุนอยู่แล้ว

กลุ่มใช้งานส่วนตัว (Lifestyle) : กลุ่มนี้มองความคุ้มค่าตลอดอายุการใช้งานและราคาขายต่อที่เสถียรเป็นหลัก ราคาน้ำมันที่ผันผวนจึงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เปลี่ยนใจ

Q : ความเข้มงวดของสถาบันการเงินส่งผลกระทบต่อยอดจองของ Toyota หรือไม่?

A : เราได้เปรียบที่มี Toyota Leasing (Thailand) ของเราเอง ทำให้เราสามารถบริหารจัดการและดูแลคุณภาพยอดจองได้ยืดหยุ่นกว่าสถาบันการเงินทั่วไป

ตัวเลขที่พิสูจน์ความแข็งแกร่งของเราคือ แม้ยอดจองในงานเราจะมีสัดส่วนประมาณ 13% (ราว 6,800 คัน) จากยอดรวมทั้งงาน แต่ ยอดจดทะเบียนจริงในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลของเราสูงกว่า 40% สิ่งนี้ยืนยันว่าลูกค้าที่จอง Toyota คือกลุ่มที่มีความพร้อมทางการเงินสูงและต้องการรถไปใช้งานจริง อัตราการเปลี่ยนยอดจองเป็นยอดขายจริงของเราจึงยังอยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก

Q : สรุปแล้ว ปัจจัยเรื่องไฟแนนซ์จะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายยอดขายรวมของ Toyota หรือไม่?

A : เราติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แต่ด้วยศักยภาพของ Toyota Leasing และผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความคุ้มค่าในระยะยาว ทำให้เราเชื่อมั่นว่าตัวเลขยอดขายรวมของเราจะยังคงแข็งแกร่งและเดินหน้าไปได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แม้ในสภาวะที่ตลาดการเงินมีความเข้มงวดก็ตาม

Q : ในมุมมองของ Toyota ราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะทำให้ส่วนแบ่งตลาดของรถสันดาป (ICE) ลดลงอย่างรวดเร็วหรือไม่?

A : พลังงานไม่ว่าจะเป็นน้ำมันหรือไฟฟ้าล้วนเป็น Global Asset ที่ราคาอ้างอิงกับตลาดโลก เมื่อราคาพลังงานโลกขยับ ทุกอย่างจะไปในทิศทางเดียวกัน โครงสร้างตลาดจึงไม่ได้เปลี่ยนแปลงแบบพลิกฝ่ามือ แต่จะเปลี่ยนไปตาม "รูปแบบการใช้งาน" (Usage Pattern) ของลูกค้ามากกว่า หากใช้งานไม่เยอะต่อวัน ส่วนต่างค่าน้ำมันกับค่าไฟไม่ได้ห่างกันมากเมื่อเทียบกับค่าเทคโนโลยีที่ต้องจ่ายเพิ่ม แต่ถ้าใช้งานเยอะ รถไฟฟ้าอาจตอบโจทย์ค่าน้ำมันแต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าความสึกหรอที่เดินตามระยะทาง สุดท้ายลูกค้าจะเป็นผู้เลือกสิ่งที่ตอบโจทย์ปลายทาง (Long-term) ของตัวเองมากที่สุด

 

 

Q : ในสภาวะที่สถานการณ์โลกในหลายภูมิภาคยังมีความไม่แน่นอนสูง Toyota มีแนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) อย่างไร เพื่อรักษาเสถียรภาพการผลิต?

A : เรามีการสื่อสารและทำงานร่วมกับซัพพลายเออร์อย่างใกล้ชิดตลอดเวลา เพื่อติดตามสถานะของวัตถุดิบ และประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าอย่างละเอียด หากพบว่าจุดใดมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหา เราจะร่วมกันพิจารณาแนวทางการจัดหาจากแหล่งสำรองอื่นทันที เพื่อให้กระบวนการผลิตดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและไม่ติดขัด ซึ่งจากการประสานงานอย่างใกล้ชิดจนถึงปัจจุบัน สถานการณ์โดยรวมยังคงเป็นไปตามแผนและยังไม่พบปัจจัยที่น่ากังวลเป็นพิเศษ นอกจากนี้เรายังคงเฝ้าระวังและเตรียมแผนสำรองไว้รองรับสถานการณ์ที่อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาเพื่อความมั่นใจของลูกค้าเป็นสำคัญ

Q : ท่ามกลางการเข้ามาของแบรนด์ใหม่จำนวนมากในปีที่ผ่านมา Toyota มีกลยุทธ์อย่างไรในการรักษาฐานลูกค้าและรับมือกับการแข่งขันที่สูงขึ้น?

A : ตลาดปีที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงสูง มีแบรนด์และโมเดลใหม่เข้ามานับสิบรุ่น แต่สำหรับ Toyota เราไม่ได้เปลี่ยนกลยุทธ์ไปตามกระแสรายวัน แต่เรายึดหลักการเดียวมาตลอดกว่า 60 ปี คือ "Customer Centric" หรือการยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง เรามุ่งเน้นไปที่การตอบโจทย์ความต้องการจริงของคนที่ต้องใช้รถในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่ทุกอย่างยากขึ้น เราจึงทำงานร่วมกับ Toyota Leasing (Thailand) และพาร์ทเนอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อออกแบบ Financial Package ที่ทำให้การเป็นเจ้าของรถง่ายที่สุด เช่น แคมเปญผ่อนต่อเดือนในระดับที่ต่ำเพื่อให้คนกลุ่ม Mass เข้าถึงได้จริง

Q : ดูเหมือนว่าแคมเปญของ Toyota จะมีความหลากหลายและเฉพาะเจาะจงมาก ตรงนี้เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์การมัดใจลูกค้าใช่หรือไม่?

A : ใช่ แคมเปญของเรามีรายละเอียดเยอะมาก เพราะความต้องการของลูกค้าแต่ละกลุ่มไม่เหมือนกัน บางคนต้องการดาวน์น้อย บางคนต้องการดอกเบี้ยต่ำ หรือบางคนเน้นชุดแต่ง เราจึงทำการ Customize ข้อเสนอให้ตรงจุดที่สุด นอกจากเรื่องการขาย เรายังให้ความสำคัญกับ Peace of Mind ตลอดอายุการใช้งาน ตั้งแต่บริการหลังการขายที่รวดเร็ว ไปจนถึงการดูแลราคาขายต่อผ่าน Toyota Sure เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อลูกค้าจะเปลี่ยนรถในอนาคต รถของเขายังคงมีมูลค่าที่ดีที่สุด

Q : สถานการณ์ของรถยนต์ไฟฟ้าอย่าง bZ4X ในปัจจุบันเป็นอย่างไรบ้าง ยอดส่งมอบเป็นไปตามที่คาดไว้ไหม?

A : ปัจจุบัน bZ4X มียอดขายสะสมอยู่ที่ประมาณ 700 กว่าคัน นับตั้งแต่เริ่มส่งมอบจริงจังในช่วงปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจและเป็นไปตามแผน

ในงานครั้งนี้ยอดจองก็ใกล้เคียงกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ลูกค้ากลุ่มที่เลือก Toyota EV มักจะเป็นกลุ่มที่ไตร่ตรองอย่างละเอียด และให้ความสำคัญกับความมั่นใจในระยะยาว ซึ่งเราพร้อมตอบโจทย์นั้นด้วยมาตรฐานการดูแลแบบ Toyota

Q : สรุปแล้ว อะไรคือสิ่งที่ทำให้ Toyota ยังคงครองใจคนไทยไม่ว่าคู่แข่งจะเปลี่ยนไปอย่างไร?

A : คือการเป็นพาร์ทเนอร์ที่ดูแลกันตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่แค่ในวันส่งมอบรถ ลูกค้าอยากได้อะไร อยากออกรถเงื่อนไขไหน เรามีหน้าที่จัดหาทางเลือกที่ดีที่สุดให้ตามโจทย์ที่เขาต้องการ ซึ่งการยึดมั่นในความต้องการของลูกค้าเป็นหลักคือสิ่งที่ทำให้เราเติบโตมาได้อย่างยั่งยืนจนถึงทุกวันนี้

Q : จากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความชัดเจนขึ้นและการจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ Toyota มีความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง?

A : เราฝากความหวังไว้กับรัฐบาลในการประคองสถานการณ์เศรษฐกิจไม่ให้เลวร้ายไปกว่านี้ ในสภาวะปัจจุบันเราอาจไม่ได้คาดหวังความเติบโตแบบก้าวกระโดดทันที แต่โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้พยุงทุกภาคส่วนให้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้

สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ เรายังคงเดินหน้าหารือกับภาครัฐใน 3 หัวข้อหลักที่เคยผลักดันมาตลอด คือ

1. การปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ เพื่อรักษาฐานการผลิตที่แข็งแกร่ง

2. การกระตุ้นกำลังซื้อของลูกค้า ซึ่งต้องทำควบคู่ไปกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจในภาพรวม

3. การสร้างความชัดเจนของนโยบายในอนาคต ว่ารัฐบาลต้องการให้อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมุ่งไปในทิศทางใด

Q : แล้วในส่วนของการผลักดันรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) รัฐบาลควรมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลก?

A : หากเป้าหมายคือการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลาง BEV เราต้องมองให้ครบวงจร ตั้งแต่การทำให้ไทยแข่งขันได้ในตลาดโลกเพื่อการส่งออก การสร้างสัดส่วนชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ให้สูง ไม่ว่าจะเป็นการผลิตแบตเตอรี่หรือการครอบครองเทคโนโลยีขั้นสูงเองในประเทศ เพื่อให้เกิดรายได้เข้าประเทศอย่างแท้จริง

สรุปคือ เราต้องศึกษาร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชนว่า "ความแข็งแกร่งที่แท้จริงของประเทศไทยอยู่ตรงไหน" เพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เติบโตไปในทิศทางที่ยั่งยืนและตอบโจทย์บริบทของประเทศมากที่สุด