ส.อ.ท. หวังรัฐบาลปรับโครงสร้างภาษี
ให้เป็นธรรมรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
พร้อมคลายปมความเข้มงวดของสถาบันการเงิน
สภาอุตสาหกรรมยานยนต์ วอนรัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ เพื่อให้ผู้ผลิตรถกระบะใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศถึง 90 % เกิดความสมดุลในมาตรการรัฐฯ ซึ่งจะช่วยลดผลกระทบต่อผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กระบะและอุตสาหกรรมอื่นด้วย
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยจำนวนการผลิต ยอดขายภายในประเทศ และการส่งออกรถยนต์และรถจักรยานยนต์ของประเทศ ในเดือนกรกฎาคม 2569 A Car News ขอหยิบยกประเด็นการผลิตรถเพื่อจำหน่ายในประเทศมารายงาน
ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ
เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 44,704 คัน คิดเป็นร้อยละ 38.05 ของยอดการผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 22.42 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 312,755 เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 9.27
สำหรับ รถยนต์นั่ง เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศจำนวน 31,307 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 52.15 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 189,793 คัน คิดเป็นร้อยละ 63.29 ของยอดผลิตรถยนต์นั่ง เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 1.13
สำหรับ รถกระบะขนาด 1 ตัน เดือนกรกฎาคม 2569 มียอดการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 11,847 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 22.03 และตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 ผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศได้ทั้งสิ้น 112,728 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 20.65 โดยแบ่งเป็น
- รถกระบะบรรทุก มีจำนวน 44,232 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 19.69
- รถกระบะดับเบิลแค็บ มีจำนวน 42,801 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 32.70
- รถกระบะ PPV มีจำนวน 25,695 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 6.05
รถจักรยานยนต์
เดือนกรกฎาคม 2569 ผลิตรถจักรยานยนต์ได้ทั้งสิ้น 202,781 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 0.48 แยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 170,084 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 2.93 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 32,697 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 10.61
ยอดการผลิตรถจักรยานยนต์เดือนมกราคม - กรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 1,464,130 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 0.52 โดยแยกเป็นรถจักรยานยนต์สำเร็จรูป (CBU) 1,190,278 คัน ลดลงจากปี 2568 ร้อยละ 1.40 และชิ้นส่วนประกอบรถจักรยานยนต์ (CKD) 273,852 คัน เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ร้อยละ 3.52
สำหรับยอดขายในประเทศ
ยอดขายรถยนต์ภายในประเทศของเดือนกรกฎาคม 2569 มีจำนวนทั้งสิ้น 59,196 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2569 ร้อยละ 0.80 และเพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 20.07
ยอดขายเพิ่มขึ้นเพราะรถยนต์ไฟฟ้า(BEV) ขายได้ 20,989 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 122.08 มีสัดส่วนเป็นร้อยละ 35.46 ของยอดขายทั้งหมด ในขณะที่รถยนต์นั่งสันดาปภายในขายได้แค่ 7,654 คัน ลดลงร้อยละ 34.58 มีสัดส่วนร้อยละ 12.76 ของยอดขายทั้งหมด เนื่องจากราคาน้ำมันสูงขึ้นมาก รถกระบะบรรทุกยังคงขายลดลงร้อยละ 16.22 จากการเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงินที่มีรายงานว่าสินเชื่อรถยนต์หดตัวร้อยละ 7.8
ปัจจัยที่น่ากังวลมาก ๆ จากยอดขายรถยนต์เจ็ดเดือนแรกของปีที่มีจำนวน 406,162 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.39 นั้น เป็นการขายรถยนต์นั่งไฟฟ้าถึง 125,411 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 97.39 แต่ยอดผลิตรถยนต์นั่งไฟฟ้าในประเทศมีเพียง 46,924 คัน เท่ากับร้อยละ 37.42 ของขาย เป็นการขายของรถยนต์ไฟฟ้านำเข้าถึงร้อยละ 62.58 ด้วยเหตุนี้ จึงมีการเรียกร้องให้มีการพิจารณาในเรื่องภาษีที่อาจจะไม่เป็นธรรมกับรถยนต์สันดาปภายในและรถยนต์ไฟฟ้าที่ผลิตในประเทศไทยซึ่งมีการจ้างแรงงานคนไทย และใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในประเทศซึ่งทำให้เศรษฐกิจในประเทศเติบโตกลับต้องเสียเปรียบรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า จึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีให้เป็นธรรมกับรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
ที่น่ากังวลใจมากอีกเรื่องหนึ่งคือยอดขายรถกระบะที่ยังคงขายลดลงเหลือเพียงหนึ่งหมื่นกว่าคันจากที่เคยขายเดือนสามหมื่นกว่าคัน ลดลงถึงกว่า 60% เพราะความเข้มงวดของสถาบันการเงินจากเศรษฐกิจในประเทศที่เติบโตในอัตราต่ำมาตลอดหลายไตรมาส ไตรมาสสองของปีนี้เติบโต 1.9% ลดลงจากไตรมาสหนึ่งที่เติบโต 2.8
ยอดขายรถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศถึง 90 % ลดลงส่งผลกระทบถึงผู้ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์กระบะและอุตสาหกรรมอื่น ๆ ในซัพพลายเชนของรถกระบะลดลงด้วย ส่งผลถึงดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมของประเทศลดลงหรือขยายตัวในอัตราต่ำในบางเดือน ใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60 % ของกำลังการผลิตทั้งหมด รถกระบะเป็นโปรดักแชมเปี้ยนของประเทศไทยที่ย้ายจากฐานผลิตในประเทศญี่ปุ่นมาผลิตในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนเพื่อส่งออกไปกว่า120 ประเทศ และเพื่อขาย ในประเทศ เมื่อยอดผลิตลดลงถึงสองในสาม ผู้ผลิตชิ้นส่วนและซัพพลายเชนจำนวนมากได้รับความเดือนร้อนจนผู้ผลิตชิ้นส่วนบางรายต้องเลิกกิจการไปหรือย้ายการลงทุนไปประเทศอื่นจน กกร. เคยเสนอเมื่อสองปีก่อนให้รัฐบาลตั้งกองทุนเข้าค้ำประกันกับสถาบันการเงินในผลขาดทุนรถยึดตามจริงแต่ไม่เกินคันละห้าหมื่นบาทโดยมีเงื่อนไขให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อรถกระบะมากขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มยอดขายและยอดผลิตรถกระบะให้มากขึ้นเพื่อให้แรงงานในซัพพลายเชนทั้งหลายมีงานทำมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้กำลังซื้อในประเทศแข็งแรงขึ้น สามารถใช้จ่ายซื้อสินค้าต่าง ๆ มากขึ้น รวมทั้งชำระหนี้ครัวเรือนได้มากขึ้น เกิดการลงทุนการจ้างงานเพิ่มขึ้น รัฐบาลเก็บภาษีสรรพสามิต ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้เพิ่มขึ้น นำไปพัฒนาประเทศไปลงทุนให้ประชาชนมีมาตรฐานชีวิตดีขึ้น เมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นเติบโตในอัตราสูงขึ้นย่อมดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทยเข้ามาลงทุน วนเวียนเป็นวัฏจักรเศรษฐกิจเติบโตในอัตราสูงยิ่ง ๆ ขึ้น เมื่อผู้ผลิตผู้ลงทุนผลิตได้มากขึ้น ขายได้มากขึ้น มีกำไร มีสภาพคล่องดี ไม่ขาดทุน เป็นการดึงดูดผู้ผลิตเดิมให้คงอยู่และลงทุนในประเทศไทยต่อไปด้วย ไม่ต้องกังวลว่าประเทศไหนจะมาชวนให้ย้ายฐานการผลิตไป ทำเศรษฐกิจให้เติบโตในอัตราเท่าเทียมหรือสูงกว่าประเทศอื่นคือพลังการดึงดูดที่มีอำนาจมากที่สุดต่อการลงทุนจากต่างประเทศและคนไทย
รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ มีจำนวน 42,807 คัน เท่ากับร้อยละ 72.31 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนเดียวกันในปีที่แล้วร้อยละ 32.99 โดยแบ่งเป็น
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 7,554 คัน เท่ากับร้อยละ 12.76 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 34.58
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 20,989 คัน เท่ากับร้อยละ 35.46 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 122.08
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 1,225 คัน เท่ากับร้อยละ 2.07 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 83.66
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV จำนวน 136 คัน เท่ากับร้อยละ 0.23 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 27.27
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) จำนวน 12,903 คัน เท่ากับร้อยละ 21.80 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 24.82
สำหรับยอดขายรถกระบะแบ่งเป็น
- รถกระบะ (Pickup 1 Ton) จำนวน 5,084 คัน เท่ากับร้อยละ 8.59 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 16.22
- รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) จำนวน 8 คัน เท่ากับร้อยละ 0.01 ของยอดขายทั้งหมด โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
- รถกระบะดับเบิลแค็บ จำนวน 5,602 คัน เท่ากับร้อยละ 9.46 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 14.33
- รถกระบะดับเบิลแค็บ BEV จำนวน 467 คัน เท่ากับร้อยละ 0.79 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 764.81
- รถกระบะดับเบิลแค็บ REEV จำนวน 1 คัน โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
- รถกระบะดับเบิลแค็บ HEV จำนวน 4 คัน โดยในเดือนกรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
ส่วนรถ PPV มีจำนวน 3,003 คัน ลดลงจากเดือนกรกฎาคม 2568 ร้อยละ 21.39
ตั้งแต่เดือนมกราคม–กรกฎาคม 2569 รถยนต์มียอดขายรวม 406,162 คัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2568 ร้อยละ 15.39 แบ่งเป็น
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์สันดาปภายใน (ICE) จำนวน 62,055 คัน เท่ากับร้อยละ 15.28 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 26.18
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้า (BEV) จำนวน 125,411 คัน เท่ากับร้อยละ 30.88 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 97.39
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสมแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) จำนวน 7,248 คัน เท่ากับร้อยละ 1.78 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 27.81
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ REEV จำนวน 975 คัน เท่ากับร้อยละ 0.24 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 421.39
- รถยนต์นั่งและรถยนต์นั่งตรวจการณ์ไฟฟ้าผสม (HEV) จำนวน 87,543 คัน เท่ากับร้อยละ 21.55 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 20.88
สำหรับยอดขายรถกระบะ แบ่งเป็น
- รถกระบะ (Pickup 1 Ton) จำนวน 37,369 คัน เท่ากับร้อยละ 9.20 ของยอดขายทั้งหมด ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 17.38
- รถกระบะ BEV (Pickup 1 Ton) จำนวน 22 คัน เท่ากับร้อยละ 0.01 ของยอดขายทั้งหมด โดยช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
- รถกระบะดับเบิลแค็บ จำนวน 43,454 คัน เท่ากับร้อยละ 10.70 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 10.38
- รถกระบะดับเบิลแค็บ BEV จำนวน 1,351 คัน เท่ากับร้อยละ 0.33 ของยอดขายทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 219.39
- รถกระบะดับเบิลแค็บ REEV จำนวน 18 คัน เพิ่มขึ้นจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 200.00
- รถกระบะดับเบิลแค็บ HEV จำนวน 219 คัน โดยช่วงเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ไม่มีการจำหน่าย
ส่วนรถ PPV มีจำนวน 23,864 คัน ลดลงจากเดือนมกราคม–กรกฎาคม 2568 ร้อยละ 2.73
สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ ในปีนี้ ตลาดรถกระบะน่าจะอยู่ในภาวะวิกฤตหนักกว่ารถประเภทอื่น และมีผลฉุดตลาดรวมรถยนต์ให้ลดลง เพราะกระบะคือตลาดหลักของยานยนต์ในประเทศ

