The all-new electric GLC
รถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100%
เมอร์เซเดส-เบนซ์ ประเทศไทย เผยโฉม “The all-new electric GLC” รถยนต์พลังงานไฟฟ้ารุ่นแรกที่พัฒนาขึ้นภายใต้แพลตฟอร์ม MB.EA-M (Mercedes-Benz Electric Architecture for Mid-Size Vehicles) พร้อมลุยตลาดเอสยูวีขนาดกลางด้วยราคาจำหน่ายคาดการณ์ที่ต่ำกว่า 3.7 ล้านบาท เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Motor Expo 2026
The all-new electric GLC รถเอสยูวีพลังงานไฟฟ้า 100% รุ่นแรกของเมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่พัฒนาขึ้นด้วยแพลตฟอร์ม MB.EA-M (Mercedes-Benz Electric Architecture for Mid-Size Vehicles) แพลตฟอร์มสำหรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าที่ครอบคลุมทั้งรถยนต์ซีดานและเอสยูวีขนาดกลาง มาพร้อมรหัสตัวถัง X540 ซึ่งถือเป็นโมเดลที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับ GLC ในรหัส X254 เจเนอเรชันที่วางจำหน่ายในประเทศไทย ณ ปัจจุบัน โดยมาพร้อมการออกแบบที่สะท้อน Iconic Design ยุคใหม่ของเมอร์เซเดส-เบนซ์ และเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของรถยนต์ที่ทำให้แนวคิด “Sensual Purity” ก้าวไปสู่อีกขั้น

The all-new electric GLC รุ่นประกอบในประเทศไทย มาพร้อมระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ All-wheel drive และมอเตอร์ไฟฟ้าคู่แบบ PSM บริเวณเพลาหน้าและเพลาหลัง มีพละกำลังสูงสุด 421 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 800 นิวตันเมตร ทำความเร็วจาก 0-100 กม./ชม. ภายใน 4.7 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 กม./ชม. ติดตั้งระบบส่งกำลังแบบ 2 จังหวะ (Two-speed transmission) เพื่อเสริมประสิทธิภาพการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าในทุกช่วงความเร็ว พร้อมระบบควบคุมอัจฉริยะที่จะทำหน้าที่เปลี่ยนเกียร์โดยอัตโนมัติให้เหมาะสมกับสภาพการขับขี่ในแต่ละสถานการณ์ ส่งผลให้ The all-new electric GLC มีความโดดเด่นในเรื่องอัตราสิ้นเปลืองพลังงานด้วยตัวเลขเฉลี่ยอยู่ที่ 15-16 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร

ในด้านแบตเตอรี่พลังงานไฟฟ้า มีการติดตั้งแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง 800 โวลต์ (800V) ความจุ 85 kWh ระยะทางการขับขี่สูงสุด 616 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง ตามมาตรฐาน WLTP รองรับการชาร์จกระแสตรง (DC Charging) สูงสุด 320 kW ทำให้การชาร์จเพียง 10 นาที ด้วยกระแสไฟเต็มกำลังจะสามารถขับขี่ได้ไกลเพิ่มขึ้นถึง 255 กิโลเมตร และสามารถชาร์จจาก 10-80% ได้ในระยะเวลา 22 นาทีขณะที่การชาร์จแบบกระแสสลับ (AC Charging) รองรับสูงสุดที่ 22 kW โดยการชาร์จจาก 0-100% จะใช้เวลาประมาณ 4 ชั่วโมง 45 นาที

The all-new electric GLC โดดเด่นด้วยกระจังหน้า Mercedes-Benz iconic grille with illuminated panel ประกอบไปด้วยไฟ LED เรืองแสงทั้งหมด 942 จุด มาพร้อมชุดแต่ง AMG Line plus และ Night Package ติดตั้งไฟหน้า DIGITAL LIGHT เจเนอเรชันใหม่ ผสานเทคโนโลยี Micro-LED ที่ให้ทั้งความสว่างและความคมชัดของแสงที่มากขึ้น ในขณะที่ใช้พลังงานลดลงกว่า 50% พร้อมติดตั้งไฟสูงแบบ ULTRA RANGE High Beam ทำงานร่วมกับไฟเลี้ยวตามโค้งแบบ Cornering Light ช่วยในเรื่องของวิสัยทัศน์และความแม่นยำในการมองเห็น มาพร้อมหลังคากระจก Panoramic roof และระบบควบคุมความเข้มของแสงแบบ SKY CONTROL สามารถปรับระดับความโปร่งใสได้ 3 รูปแบบ ทั้งแบบใส (Clear) แบบทึบแสง (Opal) และแบบลายเส้น (Motif) ซึ่งเปลี่ยนโหมดผ่านเทคโนโลยี Liquid Crystal นอกจากนี้ยังมีการเคลือบชั้นผิวแบบพิเศษทำให้ช่วยลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรด (IR) และป้องกันรังสี UV ได้กว่า 99.9% ในส่วนของพื้นที่เก็บสัมภาระด้านหน้า (Frunk) บริเวณฝากระโปรงหน้า สามารถเก็บสัมภาระได้ถึง 128 ลิตร ขณะที่พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายมีความจุ 570 ลิตร และเมื่อพับเบาะนั่งจะมีความจุสูงสุดถึง 1,740 ลิตร

อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ The all-new electric GLC คือการยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลภายในห้องโดยสาร ผ่านหน้าจอ MBUX HYPERSCREEN ขนาด 39.1 นิ้ว ดีไซน์แบบ Seamless ทอดยาวต่อเนื่องตลอดแนวคอนโซลหน้า ควบคุมการทำงานผ่านระบบปฏิบัติการ MB.OS (Mercedes-Benz Operating System) พร้อมเทคโนโลยี AI-driven superbrain powering และระบบ MBUX Virtual Assistant
ที่เปรียบเสมือนผู้ช่วยส่วนตัวที่ใช้การประมวลผลแบบ Multi-Agent Approach ซึ่งทำหน้าที่เลือกความสามารถของ Generative AI จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของทั้ง Microsoft Bing, ChatGPT 4 และ Google Gemini แบบ Vertex AI มาตอบสนองได้อย่างชาญฉลาดและตอบโจทย์ทุกความต้องการของผู้ใช้งาน ด้วยบริบทของ AI ที่มีความธรรมชาติมากขึ้น นอกจากนี้ จากความร่วมมือกับ Google จึงสามารถเชื่อมต่อแพลตฟอร์ม Google Maps เพื่อเข้าถึงข้อมูลการเดินทางและสถานที่ต่างๆ ได้อย่างไร้รอยต่อ และในส่วนของการอัปเดตซอฟต์แวร์ รถยนต์คันนี้มีการเชื่อมต่อกับ Mercedes-Benz Intelligent Cloud ซึ่งช่วยให้สามารถอัปเดตระบบและฟังก์ชันใหม่ๆ ได้แบบ Over-the-Air (OTA) ให้รถทันสมัยได้ทุกที่ทุกเวลา

The all-new electric GLC ชูเอกลักษณ์ของรถยนต์ที่โดดเด่นทั้งการขับขี่แบบ On-Road และ Off-Road ทำให้มีการติดตั้งโหมดการขับขี่แบบ TERRAIN MODE ที่จะปรับการทำงานของระบบขับเคลื่อน พวงมาลัย และระบบเบรกให้เหมาะกับสภาพถนนที่ขับขี่ในขณะนั้น โดยมีการติดตั้งกล้องมองรอบคันแบบ 360 องศา พร้อมฟังก์ชัน Transparent Bonnet ที่เข้ามาช่วยเสริมมุมมองของผู้ขับขี่ในบริเวณด้านหน้าและใต้ท้องรถ ช่วยให้มองเห็นสิ่งกีดขวางและสภาพพื้นผิวต่างๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น เสริมด้วยระบบ One-Box Braking System ที่ผสานการเบรกเข้ากับระบบ Recuperation เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการชาร์จพลังงานกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยในด้านความปลอดภัย The all-new electric GLC มาพร้อม MB.DRIVE เจเนอเรชันที่ 6 ที่มีการติดตั้งระบบช่วยเหลือการขับขี่ MB.DRIVE ASSIST ที่รวมเทคโนโลยีความปลอดภัยขั้นสูงไว้อย่างครบถ้วน อาทิ ระบบ DISTRONIC, Blind Spot Assist Plus, Lane Keeping Function, Steering Assist, Brake Assist และ MB.DRIVE PARKING ASSIST 360

