จี๊ดจ๊าด!! 204 แรงม้า แรงขึ้น เร็วขึ้น
กับ 2.2 Bi-Turbo ใหม่ 6 รุ่นย่อย
ใน D-MAX และ MU-X!
ทดลองขับโดย : กันต์ เย็นสบาย
การเดินหน้าของอีซูซุในการเพิ่มทางเลือกให้กับรถกระบะและ PPV ยอดนิยม ด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 Ddi Maxforce Bi-Turbo ใหม่ ซึ่งนำมาใช้ใน Isuzu D-MAX และ MU-X รวม 6 รุ่นย่อย โดยชูจุดเด่นด้านพละกำลัง การตอบสนองของเครื่องยนต์ และประสิทธิภาพการประหยัดน้ำมัน
Acarnews มีโอกาสสัมผัสทั้งตัวรถและทดลองขับเครื่องยนต์ใหม่ที่ศูนย์ทดสอบยานยนต์และยางล้อแห่งชาติ ผ่านสถานีทดสอบ 3 รูปแบบ เพื่อดูว่าเครื่องยนต์ 2.2 ลิตร เทอร์โบคู่ ที่มีกำลังสูงถึง 204 แรงม้า จะให้ประสบการณ์แตกต่างจากเครื่องยนต์เดิมอย่างไรบ้างครับ 
204 แรงม้า...หัวใจสำคัญเครื่องยนต์ 2.2 Bi-Turbo ใหม่
การเปลี่ยนแปลง ในครั้งนี้คือเครื่องยนต์ดีเซล Isuzu 2.2 Ddi Maxforce Bi-Turbo ความจุ 2,164 ซีซี ที่มาพร้อมระบบอัดอากาศเทอร์โบคู่ ที่พัฒนาขึ้นมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างกำลังและยกระดับการตอบสนองในช่วงความเร็วต่าง ๆ ตัวเลขสมรรถนะสูงสุดอยู่ที่ 150 กิโลวัตต์ หรือ 204 แรงม้า ที่ 3,600 รอบต่อนาที พร้อมแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ในช่วง 1,600–2,600 รอบต่อนาที จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะในรุ่นที่ติดตั้งเกียร์อัตโนมัติ
เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจะเห็นว่าเครื่องยนต์ใหม่นี้ถูกวางตำแหน่งให้เป็นทางเลือกที่เน้นสมรรถนะสูง โดยเฉพาะแรงบิด 500 นิวตันเมตร ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการออกตัว การเร่งแซง และการขับขี่เมื่อบรรทุกน้ำหนักหรือเดินทางไกล โดย ISUZU ระบุว่า เมื่อเทียบกับเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตรเดิม เครื่องยนต์ใหม่นี้มีอัตราเร่งจาก 0–100 กม./ชม. ดีขึ้น 5% อัตราเร่งช่วง 80–100 กม./ชม. ดีขึ้น 12% และประหยัดน้ำมันมากขึ้น 8% (ทั้งหมดเป็นตัวเลขเปรียบเทียบตามข้อมูลจากผู้ผลิต)

เทคโนโลยีสำคัญที่อยู่เบื้องหลัง
Bi-Turbo : ระบบเทอร์โบคู่ ประกอบด้วยเทอร์โบแรงดันสูง (High-Pressure Turbo) และเทอร์โบแรงดันต่ำแบบแปรผัน (VGS Low-Pressure Turbo) ทำงานร่วมกันเพื่อให้การตอบสนองครอบคลุมช่วงการใช้งาน
Gi-BOOST : ระบบหัวฉีดแรงดันสูง 250 MPa พร้อมหัวฉีด 10 รู
High Flow Performance : ระบบหล่อเย็นและระบบหล่อลื่นที่ออกแบบเพื่อรองรับการทำงานของเครื่องยนต์
Extreme Strength : เสื้อสูบที่ออกแบบให้มีความแข็งแรงสูง
Ultra Low Friction : ลูกสูบเคลือบสาร EvoGlide Tech Coating เพื่อลดแรงเสียดทาน
DPF Regeneration : ระบบจัดการเขม่าสะสมในตัวกรองอนุภาคไอเสียดีเซล
อีกหนึ่งจุดที่ยังคงให้ความสำคัญคือความทนทานตามแนวทางของ Isuzu โดยเครื่องยนต์ใหม่นี้รองรับน้ำมันไบโอดีเซล B20 ด้วย

ทดลองขับ 3 สถานี : เครื่องยนต์ตอบสนองอย่างไรในสนามจริง?
การทดลองขับครั้งนี้เป็นการทดสอบระยะสั้นในสนามปิดจึงเน้นการสัมผัสการตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์ในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน มากกว่าการทดสอบอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันในระยะยาว
สถานีที่ 1 : Gymkhana - ขับช้า เลี้ยวแคบ ตอบสนองทันใจ
การทดสอบเริ่มต้นด้วยการขับผ่านเส้นทาง Gymkhana ซึ่งมีการเปลี่ยนทิศทางและเข้าโค้งต่อเนื่อง เป็นสถานการณ์ที่ช่วยให้สังเกตการตอบสนองของเครื่องยนต์ในช่วงความเร็วต่ำได้ชัดเจน สิ่งที่สัมผัสได้คือ การเติมคันเร่งเพื่อให้รถเคลื่อนตัวหรือเพิ่มความเร็วทำได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่พบอาการรอรอบเทอร์โบ ที่เด่นชัดในการขับขี่ช่วงสั้น ๆ นี้ เมื่อถอนคันเร่งเพื่อชะลอความเร็วและกลับมาเติมคันเร่งอีกครั้ง รถก็สามารถตอบสนองได้ต่อเนื่อง ควบคุมจังหวะการขับขี่ได้ง่ายขึ้น

สถานีที่ 2 : ทางตรงยาว
เมื่อเข้าสู่ทางตรงยาว เราได้ทดลองเพิ่มความเร็วเพื่อสัมผัสการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์ 2.2 Ddi Bi-Turbo กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะ ซึ่งมีการปรับการตอบสนองให้เหมาะกับเครื่องยนต์รุ่นใหม่นี้ เมื่อกดคันเร่งเพิ่มอย่างต่อเนื่อง เครื่องยนต์สามารถไต่ความเร็วได้อย่างมั่นใจ และการเร่งไม่ได้มาในรูปแบบกระชากรุนแรง แต่เป็นการเพิ่มความเร็วอย่างต่อเนื่อง ในการทดสอบบนสนามปิด รถสามารถไต่ความเร็วเข้าสู่ช่วง 140–150 กม./ชม. ได้โดยไม่ต้องเค้นเครื่องยนต์อย่างรู้สึกยากลำบาก บุคลิกแบบนี้เหมาะกับผู้ขับที่ต้องการรถสำหรับเดินทางไกล ซึ่งไม่ได้มองหาเพียงแรงต้น แต่ยังต้องการความต่อเนื่องในการเพิ่มความเร็วด้วยครับ

สถานีที่ 3 : โค้งกว้างและเร่งแซง
สถานีสุดท้ายเป็นการเข้าโค้งกว้างด้วยความเร็วตามที่กำหนด ก่อนเข้าสู่ช่วงทดสอบอัตราเร่งยืดหยุ่น ซึ่งจำลองสถานการณ์ที่ผู้ขับต้องการเพิ่มความเร็วจากช่วงประมาณ 80 กม./ชม.ผ่านช่วง 100 กม./ชม. และต่อเนื่องไปถึงประมาณ 120 กม./ชม. ได้อย่างไม่ยากเย็น
จุดสำคัญคือแรงบิดสูงสุด 500 นิวตันเมตร ซึ่งมีให้ใช้งานตั้งแต่ 1,600 รอบต่อนาที และต่อเนื่องไปจนถึง 2,600 รอบต่อนาที ช่วยให้เครื่องยนต์มีกำลังสำหรับเพิ่มความเร็วโดยไม่จำเป็นต้องรอให้รอบเครื่องยนต์สูงมากก่อนเสมอไป
ในภาพรวม การทดลองขับทั้งสามสถานีทำให้เห็นบุคลิกของเครื่องยนต์ใหม่ได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะการตอบสนองในช่วงความเร็วต่ำ การไต่ความเร็วอย่างต่อเนื่อง และแรงบิดที่พร้อมใช้งานในช่วงกลางครับ
6 รุ่นย่อย ที่ได้ใช้เครื่องใหม่...
ในภาพรวมตอนนี้ D-MAX มีถึง 39 รุ่นย่อยครับ ส่วน MU-X มี 9 รุ่นย่อย เรียกได้ว่าตัวเลือกยังเยอะมาก แต่จะมี 6 รุ่นย่อยที่ได้ใช้เครื่องใหม่ รุ่นนี้ คือ
1. V-CROSS 4x4 รุ่น M ราคา 1,312,000 บาท
2. V-CROSS 4x4 รุ่น Z ราคา 1,064,000 บาท
ที่ทั้ง 2 รุ่น มาพร้อมเทคโนโลยีขับเคลื่อน 4 ล้อล่าสุด Professional 4x4 ปรับระบบการขับขี่ด้วย Terrain Command ลุยมั่นใจด้วยระบบ Rough Terrain และ และE-Diff Lock

ด้านรูปลักษณ์ V-CROSS รุ่นปรับโฉม กับ V-CROSS Package ใหม่ มาพร้อมรายละเอียดตกแต่งที่เน้นความดุดัน ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าสีเทาดำ ชุดกันชนหน้า Armor Design ซุ้มล้อดีไซน์แกร่ง และ Rugged Bar สี Glossy Black รวมถึงล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว สี Glossy Black ดีไซน์ Metal Claw
รายละเอียดเหล่านี้ช่วยเสริมบุคลิกของรถให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่ต้องการกระบะซึ่งมีทั้งภาพลักษณ์พร้อมลุยและความโดดเด่นในการใช้งานประจำวัน
3. ISUZU D-MAX Hi-Lander 4 Doors รุ่น M ราคา 1,194,000 บาท
สำหรับผู้ที่ไม่จำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Hi-Lander ยังคงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจ ด้วยตัวถัง 4 ประตูและรูปแบบกระบะยกสูง ขับเคลื่อนล้อหลัง ที่เหมาะกับการใช้งานทั่วไป การเดินทาง และผู้ที่ต้องการความอเนกประสงค์ของรถกระบะโดยไม่เน้นการลุยหนักเป็นหลัก

4. ISUZU MU-X ELEGANT 2.2 Bi-Turbo 8AT 2WD ราคา 1,474,000 บาท
รุ่น ELEGANT เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการ SUV 7 ที่นั่งที่เน้นความสะดวกสบายในการใช้งานทั่วไปและการเดินทางไกล
สำหรับผู้ที่ให้ความสำคัญกับการใช้งานจริงมากกว่าชุดตกแต่งสปอร์ต รุ่นนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าพิจารณาในกลุ่ม MU-X Bi-Turbo
5. ISUZU MU-X RS 4x2 ราคา 1,674,000 บาท
รุ่น RS ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง เน้นความโดดเด่นด้านการออกแบบและอุปกรณ์ตกแต่ง เหมาะกับผู้ที่ต้องการ SUV ซึ่งมีบุคลิกสปอร์ตชัดเจน แต่ไม่ได้จำเป็นต้องใช้ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อเป็นประจำ
ตัวรถมาพร้อมกระจังหน้า Supreme Onyx Grille พร้อมสัญลักษณ์ RS กันชนหน้าและชายกันชนล่างดีไซน์เฉพาะรุ่น RS รวมถึงชุดตกแต่งด้านข้างและด้านท้ายที่ช่วยให้ตัวรถดูเข้มขึ้น
รายละเอียดภายนอกยังประกอบด้วยกระจกมองข้างสีดำ Gloss Black โลโก้ Black Chrome หลังคาสีดำ คิ้วขอบหน้าต่างสีดำ และบันไดข้างสีดำ Glossy Black
ล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว ดีไซน์เฉพาะรุ่น RS ปรับลวดลายเป็นแบบ Machining สี Gloss Black ช่วยเสริมภาพลักษณ์ให้ดูสปอร์ตและพรีเมียมมากยิ่งขึ้น
6. ISUZU MU-X RS 4WD ราคา 1,774,000 บาท
สำหรับผู้ที่ต้องการภาพลักษณ์ของรุ่น RS พร้อมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ รุ่นนี้เป็นตัวเลือกที่มีราคาสูงที่สุดในกลุ่มเครื่องยนต์ Bi-Turbo ทั้ง 6 รุ่นย่อย

คุยหลังขับ กับ กันต์ เย็นสบาย
หากเปรียบเทียบตามข้อมูล เครื่อง2.2 Ddi รุ่นเดิม จะมีสเปคความแรงที่ 163 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 400 นิวตันเมตร ขณะที่เครื่องยนต์ 2.2 Ddi Bi-Turbo ใหม่เพิ่มเป็น 204 แรงม้า และ 500 นิวตันเมตร ความแตกต่างนี้อยู่ที่กำลังสูงสุด ที่เพิ่มขึ้น 41 แรงม้า และแรงบิดเพิ่มขึ้น 100 นิวตันเมตร
ถามว่า 2.2 Bi-Turbo เหมาะกับใคร?
หลังจากได้สัมผัสเครื่องยนต์ใหม่ในสนามทดสอบ สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่เพียงตัวเลข 204 แรงม้า แต่เป็นลักษณะการส่งกำลังที่เน้นความต่อเนื่องและความยืดหยุ่นในการใช้งาน
จากการทดลองขับเบื้องต้น เครื่องยนต์มีจุดเด่นที่การตอบสนองต่อเนื่องในช่วงความเร็วต่ำ การเพิ่มความเร็วบนทางตรง และความยืดหยุ่นในการเร่งแซง ขณะที่การจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 8 จังหวะช่วยให้การส่งกำลังเป็นไปอย่างราบรื่น
หากมองในมุมของ D-MAX เครื่องยนต์ใหม่นี้เหมาะกับผู้ที่ต้องการกระบะที่มีพละกำลังเพิ่มขึ้น และสามารถเลือกรูปแบบตัวรถให้เหมาะกับการใช้งานได้ ตั้งแต่ Hi-Lander สำหรับการใช้งานทั่วไป ไปจนถึง V-CROSS สำหรับผู้ที่ต้องการระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ
ส่วน MU-X จะตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการ SUV สำหรับครอบครัวที่มีแรงบิดสูงขึ้น พร้อมทางเลือกด้านภาพลักษณ์และระบบขับเคลื่อน
ข้อมูลเปิดตัวครั้งนี้ เครื่องยนต์ Bi-Turbo ถูกนำมาใช้ใน 3 รุ่นย่อย และเข้ามาแทนเครื่องยนต์ดีเซล 3.0 ลิตรเดิมด้วย โดยเฉพาะรุ่น RS ที่ได้รับชุดตกแต่งรอบคัน หลังคาสีดำ และล้ออัลลอย 20 นิ้ว ซึ่งช่วยแยกบุคลิกจากรุ่น ELEGANT ได้ชัดเจน ไปเน้นความโดดเด่นของตัวรถ
ท้ายที่สุด สำหรับแฟน ISUZU ที่รอเครื่องยนต์ดีเซลสมรรถนะสูงขึ้นในพิกัด 2.2 ลิตร การมาของ Bi-Turbo ครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งความเปลี่ยนแปลงที่น่าจับตามองครับ

