ลองขับ MG Urban

ต่างจาก MG4 ตรงไหน?

คอนเทนท์นี้มีคำตอบ

 

 

ทดลองขับโดย : กันต์ เย็นสบาย

 

หากมองจากรูปลักษณ์ ขนาดตัวรถ และระดับราคา หลายคนอาจสงสัยว่า MG Urban ก็คือ MG4 เจเนอเรชันใหม่หรือไม่? คำตอบคือ ไม่ใช่ครับ

MG Urban ไม่ได้ถูกวางตำแหน่งมาเพื่อแทนที่ MG4 แต่ MG ประเทศไทยตั้งใจให้รถทั้งสองรุ่นทำตลาดควบคู่กัน โดยแต่ละรุ่นมีคาแรกเตอร์และกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน แม้จะอยู่ในช่วงราคาใกล้เคียงกันก็ตาม

หลังจากผมมีโอกาสนำ MG Urban รุ่น ULTRA มาทดลองใช้งานในกรุงเทพฯ ต่อเนื่องประมาณ 3-4 วัน ทั้งการใช้งานในเมือง การเดินทางบนทางด่วน และการขับด้วยความเร็วประมาณ 100-120 กม./ชม. สิ่งที่เห็นค่อนข้างชัดคือ MG Urban ไม่ได้พยายามเป็น MG4 ที่ดีขึ้น แต่เลือกเดินไปอีกทางหนึ่ง ถ้า MG4 เน้นความสนุกในการขับ MG Urban ก็เลือกให้ความสำคัญกับ ความสบาย ความง่ายในการใช้งาน  และเหมาะกับการใช้งานแบบรถครอบครัวมากกว่า

 

 

ดีไซน์ใหม่ เน้นความโค้งมนและใช้งานง่ายขึ้น

MG4 รุ่นแรกมีจุดเด่นที่ดีไซน์ค่อนข้างสปอร์ตและมีบุคลิกชัดเจน โดยเฉพาะการเป็นรถไฟฟ้าขับเคลื่อนล้อหลังที่ให้ฟีลลิ่งการขับแตกต่างจากรถไฟฟ้าในระดับราคาเดียวกัน แต่ MG Urban เลือกใช้แนวทางที่ดูเป็นมิตรมากกว่า ตัวรถเป็นสไตล์ Hatchback ไฟฟ้าที่เน้นเส้นสายโค้งมน เพิ่มความสูงและพื้นที่ใช้สอย เพื่อให้เข้า-ออกจากรถสะดวกขึ้น ตัวรถมีความยาว 4,395 มม. กว้าง 1,842 มม. สูง 1,551 มม. และมีฐานล้อ 2,750 มม. เมื่อเทียบกับ MG4 รุ่นเดิม MG Urban มีขนาดใหญ่ขึ้นในทุกมิติ โดยยาวกว่า 108 มม. กว้างกว่า 6 มม. สูงกว่า 35 มม. และมีฐานล้อยาวขึ้น 45 มม.

 

ตัวเลขเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่ได้แตกต่างกันมากนักเมื่อดูบนกระดาษ แต่เมื่อเข้าไปนั่งจริง ความแตกต่างเรื่องพื้นที่ใช้สอยรับรู้ได้ค่อนข้างชัด โดยเฉพาะบริเวณเบาะหลังด้านหน้ารถมีจุดเด่นอย่าง โลโก้ MG แบบเรืองแสงบนฝากระโปรงหน้า พร้อมไฟหน้า LED ระบบเปิด-ปิดไฟหน้าอัตโนมัติ และ Daytime Running Lights ด้านท้ายใช้ไฟ LED ดีไซน์ Union Jack พร้อมสปอยเลอร์หลัง ระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง และประตูท้ายไฟฟ้าในรุ่นที่กำหนด พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายให้มาสูงสุด 480 ลิตร และเพิ่มได้ถึง 1,266 ลิตร เมื่อพับเบาะหลัง ส่วนล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้วจะติดตั้งมาในรุ่น MAX และ ULTRA ขณะที่รุ่น STANDARD ใช้ล้ออัลลอย 16 นิ้ว พร้อม Aero Wheel Cover สำหรับสีตัวถังมีให้เลือก 5 สี ได้แก่ Lavender Purple, Modern Beige, Arctic White, Andes Grey และ Pearl Black โดยภายในใช้โทนสีเทา-ดำแบบทูโทน

 

 

ห้องโดยสาร จุดขายสำคัญของ MG Urban

ถ้าถามว่าความแตกต่างระหว่าง MG Urban กับ MG4 อยู่ตรงไหนแบบที่สัมผัสได้ทันที ผมมองว่า ห้องโดยสารคือหนึ่งในคำตอบสำคัญ การขึ้น-ลงรถทั้งเบาะหน้าและเบาะหลังทำได้สะดวกกว่า MG4 ด้วยความสูงของตัวรถที่เพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันพื้นที่บริเวณเบาะหลังก็ให้ความรู้สึกโปร่งกว่า

คอนโซลหน้าออกแบบเป็นแบบ 2 ระดับ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชัน 3 ก้าน ทรงตัดหัว-ท้าย หุ้มหนัง และปรับได้ 4 ทิศทาง ปุ่มควบคุมต่าง ๆ ถูกจัดวางไว้ให้ใช้งานได้ง่าย ทั้งเครื่องเสียง ระบบสั่งงานด้วยเสียง หน้าจอแสดงผล และระบบช่วยเหลือการขับขี่ ส่วนตำแหน่งเกียร์ใช้ก้านเกียร์แบบเกียร์คอ อยู่ทางด้านขวาของพวงมาลัย ทำให้บริเวณคอนโซลกลางมีพื้นที่โล่งมากขึ้น

เบาะนั่งใช้วัสดุหนังสังเคราะห์ลาย Diamond Cut เบาะคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทางทุกรุ่น ส่วนรุ่น MAX และ ULTRA เพิ่มระบบเป่าลมมาให้ด้วย เบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับได้ 4 ทิศทาง และมีระบบเป่าลมเช่นกัน ขณะที่เบาะหลังพับแบบ 60:40 พร้อมพนักพิงศีรษะ 3 ตำแหน่ง ที่วางแขนตรงกลางพร้อมที่วางแก้ว

อีกหนึ่งรายละเอียดที่น่าสนใจคือ พื้นบริเวณเบาะหลังเป็นแบบเรียบ จากแพลตฟอร์ม e3 ช่วยให้ผู้โดยสารตอนกลางวางเท้าได้สะดวกขึ้น พื้นที่วางขาด้านหลังอยู่ที่ 984 มม. และมีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ MG Urban มีบุคลิกความเป็นรถครอบครัวมากกว่า MG4 อย่างชัดเจน

รุ่น ULTRA ที่นำมาทดสอบยังติดตั้ง Panoramic Roof แบบ Fixed Glass มาให้ด้วย อย่างไรก็ตาม จุดที่ผมมองว่าน่าปรับปรุงคือม่านไฟฟ้าของหลังคากระจกที่ค่อนข้างบาง การกรองแสงแดดในวันที่แดดจัดจึงยังทำได้ไม่โดดเด่นนัก

 

เทคโนโลยีภายใน จัดเต็มสมกับรถยุคใหม่

ในรุ่น ULTRA ใช้ชิปประมวลผล Qualcomm Snapdragon 8155 พร้อมจอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 7 นิ้ว แสดงข้อมูลสำคัญครบ ทั้งความเร็ว ระดับแบตเตอรี่ ระยะทางคงเหลือ ตำแหน่งเกียร์ อุณหภูมิ และสถานะของระบบช่วยขับ

ส่วนหน้าจอ Infotainment มีขนาดใหญ่ถึง 15.6 นิ้ว เช่นเดียวกับรุ่น MAX ขณะที่รุ่น STANDARD ใช้หน้าจอขนาด 12.8 นิ้วหน้าจอนี้ไม่ได้มีไว้แค่ดูความบันเทิง แต่เป็นศูนย์กลางในการควบคุมรถแทบทั้งหมด ตั้งแต่ระบบปรับอากาศ โหมดการขับ แรงหน่วงจากมอเตอร์ไฟฟ้า ไปจนถึงการตั้งค่าระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ รองรับ Apple CarPlay และ Android Auto แบบไร้สาย พร้อมระบบ AI Voice Command และไฟ Ambient Light ที่เลือกสีได้ถึง 256 เฉด ระบบเสียงใช้ลำโพง 6 จุด มี Wireless Charger กำลัง 50W, Bluetooth และ USB Type-C จำนวน 3 จุด เมื่อรวมกับพื้นที่เก็บของในห้องโดยสารและพื้นที่ท้ายรถแล้ว MG Urban จึงเป็นรถที่สามารถนำมาใช้งานเป็นรถคันเดียวของครอบครัวได้ค่อนข้างสบาย ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางประจำวัน การใส่สัมภาระ หรือการขนของชิ้นใหญ่ในบางโอกาส

 

ขับหน้าครั้งแรก ต่างจาก MG4 ชัดเจน

มาถึงจุดที่แตกต่างจาก MG4 อย่างชัดเจนที่สุด นั่นคือ ระบบขับเคลื่อน MG4 รุ่นเดิมใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหลัง แต่ MG Urban เปลี่ยนมาเป็น ขับเคลื่อนล้อหน้า

รุ่น STANDARD ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ากำลังสูงสุด 150 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร ส่วนรุ่น MAX และ ULTRA ใช้มอเตอร์กำลังสูงสุด 160 แรงม้า แรงบิด 250 นิวตัน-เมตร แบตเตอรี่เป็นแบบ LFP จาก CATL โดยรุ่น STANDARD มีความจุ 42.8 kWh ส่วน MAX และ ULTRA ใช้แบตเตอรี่ขนาด 53.9 kWh ระยะทางตามมาตรฐาน NEDC อยู่ที่ประมาณ 435-530 กม. ขึ้นอยู่กับรุ่นย่อย

สำหรับรุ่น MAX และ ULTRA รองรับ DC Fast Charge สูงสุด 88 kW จาก 10-80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ขณะที่ AC Charge รองรับสูงสุด 6.6 kW ในทุกรุ่น นอกจากนี้ยังรองรับ V2L สูงสุด 3.3 kW ทุกรุ่น

Regenerative Braking มี Adaptive และ One Pedal

MG Urban ให้การปรับแรงหน่วงจากมอเตอร์ไฟฟ้า หรือ Regenerative Braking มา 4 ระดับ ได้แก่ ต่ำ ปานกลาง สูง และ Adaptive ซึ่งสามารถปรับแรงหน่วงให้เหมาะกับสภาพการขับขี่โดยอัตโนมัติ แต่สิ่งที่น่าสนใจคือมี One Pedal มาให้ด้วยระบบนี้ทำให้ผู้ขับสามารถใช้คันเร่งเป็นหลักในการควบคุมทั้งการเร่งและชะลอรถ ซึ่งเป็นฟังก์ชันที่ช่วยให้การขับในเมือง โดยเฉพาะช่วงรถติด ทำได้สะดวกขึ้น ส่วนโหมดการขับขี่มีให้เลือก 5 รูปแบบ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT, SNOW และ CUSTOM ช่วงล่างด้านหน้าเป็น MacPherson Strut ด้านหลัง Torsion Beam ใช้ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ และมีรัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร

 

ขับจริงเป็นอย่างไร?

หลังจากลองใช้งานจริงในกรุงเทพฯ ประมาณ 3-4 วัน คาแรกเตอร์ของ MG Urban ค่อนข้างชัดเจนว่า รถคันนี้ไม่ได้เกิดมาเพื่อเอาใจคนที่ต้องการความสปอร์ตเป็นหลัก ตำแหน่งนั่งและทัศนวิสัยทำให้ขับง่าย ตัวรถมีความคล่องตัวเพียงพอสำหรับการใช้งานในเมือง และการตอบสนองของมอเตอร์ก็เพียงพอสำหรับการออกตัวหรือเร่งแซงในชีวิตประจำวัน ช่วงความเร็วที่ผมใช้งานเป็นหลักอยู่ประมาณ 60-100 กม./ชม. และมีขึ้นไปแตะ 120 กม./ชม. บนทางด่วนบ้าง สิ่งที่สัมผัสได้คือรถค่อนข้างให้ความสำคัญกับความสบายของผู้โดยสาร การควบคุมรถไม่ซับซ้อน และเหมาะกับคนที่ต้องการรถไฟฟ้าที่ขึ้นมาขับแล้วคุ้นเคยได้ไม่ยาก

อย่างไรก็ตาม ถ้าเทียบกับภาพจำของ MG4 ที่มีช่วงล่างและการควบคุมรถในแบบรถขับเคลื่อนล้อหลัง MG Urban จะให้ความรู้สึกแตกต่างออกไปอย่างชัดเจน MG4 ให้ความรู้สึกสนุกกว่า ขณะที่ MG Urban ให้ความรู้สึกใช้งานง่ายกว่า

ส่วนช่วงล่างของ MG Urban แม้จะไม่ได้แข็งกระด้าง แต่ถ้าคาดหวังความนุ่มนวลในระดับรถครอบครัว อาจต้องบอกว่ายังไม่ถึงกับนุ่มมากนัก โดยเฉพาะเมื่อเจอพื้นผิวถนนที่ไม่เรียบหรือรอยต่อบางรูปแบบ แต่ภาพรวมถือว่าสอบผ่านสำหรับการใช้งานในเมืองและการเดินทางทั่วไป

 

อัตราการใช้พลังงานจริง ประมาณ 14.6-14.8 kWh/100 กม

จากการใช้งานจริงในการทดสอบ อัตราการใช้พลังงานอยู่ประมาณ 14.6-14.8 kWh/100 กม. หากคำนวณจากแบตเตอรี่ 53.9 kWh และใช้งานจนแบตเตอรี่หมด ระยะทางตามการคำนวณคร่าว ๆ จะอยู่ประมาณ 350-370 กม. ตัวเลขนี้แน่นอนว่าแตกต่างจากระยะทางเคลมตามมาตรฐาน NEDC แต่สำหรับการใช้งานจริงในลักษณะการเดินทางในเมือง ผสมทางด่วน และมีความเร็วประมาณ 120 กม./ชม. เป็นบางช่วง ถือว่าเป็นตัวเลขที่ใช้งานได้ดี เพียงพอสำหรับการใช้งานในกรุงเทพฯ ในชีวิตประจำวัน และการเดินทางท่องเที่ยวต่างจังหวัดระยะใกล้โดยชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง

 

ADAS Level 2+ กับอุปกรณ์ที่ให้มาแบบรถราคาแพงกว่า

ด้านระบบความปลอดภัย MG Urban ผ่านมาตรฐานความปลอดภัยระดับ 5 ดาวจาก Euro NCAP และ ANCAP พร้อมถุงลมนิรภัย 6 ตำแหน่งเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรุ่น ULTRA มีถุงลมนิรภัยบริเวณกลางระหว่างเบาะคู่หน้ามาเพิ่มเติม ไฮไลต์อีกอย่างคือระบบช่วยขับขี่ ADAS Level 2+ ในรุ่น ULTRA ซึ่งทำงานร่วมกับกล้องรอบคัน 6 จุด เซนเซอร์ 12 จุด และเรดาร์ 3 จุด ระบบที่น่าสนใจ ได้แก่ Lane Centering Control หรือระบบช่วยควบคุมรถให้อยู่กึ่งกลางเลน รวมถึง Auto Lane Change with Alert ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติพร้อมการแจ้งเตือน ในรุ่น ULTRA ยังมี i-SMART PRO และระบบ Smart Parking Assist รวมถึงระบบช่วยจอดอัตโนมัติ SAPS นี่จึงเป็นหนึ่งในจุดที่ทำให้ MG Urban มีความน่าสนใจ เพราะอุปกรณ์บางอย่างที่ให้มาในรถระดับนี้ ก่อนหน้านี้เรามักพบในรถยนต์ที่มีราคาสูงกว่านี้พอสมควร

 

MG Urban รุ่นไหนคุ้มที่สุด?

MG Urban เปิดตัวในประเทศไทยด้วย 3 รุ่นย่อย ได้แก่

- STANDARD ราคา 529,900 บาท

- MAX ราคา 599,900 บาท

- ULTRA ราคา 709,900 บาท

ขณะที่ MG4 มีราคาที่อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน โดย MG4 D Standard Range อยู่ที่ 599,900 บาท และ MG4 X Long Range อยู่ที่ 709,900 บาท นั่นทำให้การเลือกซื้อระหว่าง MG Urban กับ MG4 ไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “คันไหนถูกกว่า?” แต่เป็นคำถามว่า “เราอยากได้รถแบบไหนมากกว่า?”

ถ้าเป็นผมมองตามลักษณะการใช้งาน รุ่น MAX น่าสนใจมาก เพราะได้แบตเตอรี่ 53.9 kWh และมอเตอร์ 160 แรงม้า ขณะที่ราคายังอยู่ที่ 599,900 บาท ซึ่งเป็นจุดที่สมดุลระหว่างราคา อุปกรณ์ และความสามารถในการเดินทาง แต่ถ้าต้องการอุปกรณ์แบบจัดเต็มจริง ๆ รุ่น ULTRA ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยเฉพาะ ADAS Level 2+, ระบบช่วยจอด ระบบเปลี่ยนเลนอัตโนมัติ รวมถึงอุปกรณ์ภายในที่ให้มาแบบค่อนข้างครบ ส่วน STANDARD เหมาะกับคนที่ต้องการเข้าถึงรถไฟฟ้าในราคาต่ำที่สุด และไม่ได้ให้ความสำคัญกับอุปกรณ์บางอย่างที่เพิ่มขึ้นในรุ่นสูง

 

 

คุยหลังขับ กับ กันต์ ACAR

คำตอบของ MG Urban หรือ MG4 โดยสรุป?

หลังจากได้ลองขับจริง ผมมองว่า MG Urban กับ MG4 เป็นรถสองคันที่บุคลิกต่างกันชัดเจน แม้จะมีราคาและขนาดตัวรถใกล้เคียงกัน ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบขับรถ ชอบความคล่องตัว และต้องการช่วงล่างที่ให้อารมณ์แบบรถขับเคลื่อนล้อหลัง MG4 ยังคงเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ถ้าการใช้งานหลักคือการเดินทางในชีวิตประจำวัน ต้องรับส่งคนในครอบครัว ต้องการพื้นที่ห้องโดยสารที่กว้างขึ้น ต้องการขนสัมภาระ และอยากได้รถที่ขับง่าย MG Urban ตอบโจทย์กว่า โดยเฉพาะคนที่มองรถเป็น “เครื่องมือสำหรับการใช้ชีวิต” มากกว่า “รถสำหรับความสนุกในการขับ” MG Urban จะมีเหตุผลของตัวเองที่ชัดเจน และสิ่งที่ผมคิดว่า MG Urban ทำได้ดี คือการนำอุปกรณ์อย่างระบบช่วยจอด ระบบช่วยเปลี่ยนเลน และระบบช่วยขับขี่ขั้นสูง ซึ่งโดยปกติเรามักพบในรถราคาหลักล้านบาทขึ้นไป มาใส่ไว้ในรถไฟฟ้าที่มีราคาเริ่มต้นไม่ถึง 5.3 แสนบาท

ดังนั้น หากถามว่า MG Urban ดีกว่า MG4 หรือไม่?

คำตอบของผมคือ “คนละโจทย์” กันครับ

MG4 เหมาะกับคนที่อยากได้รถไฟฟ้าที่ขับสนุกและมีคาแรกเตอร์ด้านการขับขี่ชัดเจน ส่วน MG Urban เหมาะกับคนที่อยากได้รถไฟฟ้าสำหรับใช้งานจริง เน้นพื้นที่ ความสะดวก ความสบาย และความเป็นรถครอบครัว และสำหรับคนที่กำลังเลือกซื้อรถสองรุ่นนี้ สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การถามว่า “รุ่นไหนดีที่สุด?” แต่ควรถามตัวเองก่อนว่า “เราใช้รถแบบไหนในทุกวัน?” เพราะเมื่อรู้คำตอบแล้ว การเลือกระหว่าง MG4 กับ MG Urban ก็จะง่ายขึ้นมากครับ